รีเซต

นับคะแนนใหม่ได้หรือไม่? บทเรียนปี 62 กับดราม่าคะแนนสูสี เขต 1 ชลบุรี

นับคะแนนใหม่ได้หรือไม่? บทเรียนปี 62 กับดราม่าคะแนนสูสี เขต 1 ชลบุรี
TNN ช่อง16
10 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:11 )
4

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี กลายเป็นหนึ่งในสนามที่ถูกจับตามากที่สุด หลังผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการออกมาสูสีในระดับหลักร้อย จนเกิดคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการนับคะแนนในบางหน่วยเลือกตั้ง พร้อมเสียงเรียกร้องจากประชาชนและผู้สังเกตการณ์ให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียด สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเด็น “การสั่งนับคะแนนใหม่” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และนำไปสู่การย้อนทบทวนบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2562 ว่าภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน กรณีลักษณะนี้สามารถเดินไปถึงขั้นนับคะแนนใหม่ได้หรือไม่


เปิดกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ ยกตัวเลขจริงเลือกตั้งปี 2562 เทียบกรณีคะแนนสูสี เขต 1 ชลบุรี เข้าเงื่อนไขหรือไม่

การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้บัตรเพียง 1 ใบ แต่คะแนนเสียงถูกนำไปคำนวณทั้งผู้สมัครแบบแบ่งเขตและที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้ความคลาดเคลื่อนของคะแนนเพียงหลักสิบหรือหลักร้อย สามารถเปลี่ยนผลทางการเมืองได้ทั้งเขตและระดับประเทศ

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 35.5 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 51.4 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการใช้สิทธิประมาณ 69% ระบบเลือกตั้งลักษณะนี้ทำให้ “ความถูกต้องของคะแนนในระดับหน่วยเลือกตั้ง” กลายเป็นหัวใจของความชอบธรรมในการประกาศผล

กฎหมายให้นับคะแนนใหม่ได้เมื่อใด

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 การนับคะแนนใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ใน 3 กรณีหลัก

  1. วันเลือกตั้ง
    หากการนับคะแนนพบว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง เช่น มีผู้ลงชื่อมาใช้สิทธิ 820 คน แต่พบบัตรในหีบ 825 ใบ คณะกรรมการประจำหน่วยต้องตรวจสอบทันที และรายงานต่อ กกต. หากยังไม่สามารถอธิบายได้

  2. หลังวันเลือกตั้ง
    เมื่อ กกต. ได้รับรายงานผลแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต. สามารถงดประกาศผลและสั่งนับคะแนนใหม่ได้

  3. ก่อนหรือหลังเลือกตั้งจากการสืบสวน
    หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจสั่งระงับ แก้ไข หรือสั่งนับคะแนนใหม่บางหน่วยหรือทั้งเขตเลือกตั้ง

ตัวอย่างจริงจากการเลือกตั้งปี 2562

การเลือกตั้งปี 2562 มีการสั่งนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นจริง 2 รูปแบบ

กรณีแรก คือ การนับคะแนนใหม่เฉพาะบางหน่วยเลือกตั้ง
วันที่ 4 เมษายน 2562 กกต. มีมติสั่งนับคะแนนใหม่ 2 หน่วยเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง

กรณีที่สอง คือ การนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม เป็นกรณีที่คะแนนสูสีอย่างยิ่ง โดยผลเดิมปรากฏว่า

  • ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน

  • ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน

ต่อมา ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ตรวจสอบคะแนนใหม่และยื่นคำร้อง พบว่าคะแนนของตนเพิ่มขึ้น 151 คะแนน เป็น 35,766 คะแนน มากกว่าคู่แข่ง 4 คะแนน ทำให้ กกต. มีคำสั่งนับคะแนนใหม่ทุกหน่วยในเขตดังกล่าว

ผลการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ปรากฏว่า

  • ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เหลือ 35,711 คะแนน (ลดลง 51 คะแนน)

  • ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน (เพิ่มขึ้น 92 คะแนน)

ผลสุดท้าย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ยังชนะอยู่ 4 คะแนน แต่กระบวนการนับใหม่ช่วยยืนยันความถูกต้องของผลเลือกตั้ง

เชื่อมโยงกรณีเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี

เมื่อย้อนบทเรียนปี 2562 มายังกรณีเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ คะแนนที่สูสีอย่างมากในระดับหลักร้อยหรือหลักสิบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการรายงานผลจากบางหน่วยเลือกตั้ง

ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน หากตรวจพบว่า

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง

  • หรือผลคะแนนรวมจากหน่วยเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับข้อมูลรายหน่วย

กกต. มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันที ทั้งแบบเฉพาะบางหน่วย หรือทั้งเขตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรณีจังหวัดนครปฐมในปี 2562

อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีตัวเลขหรือเอกสารยืนยันความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม การเรียกร้องนับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรี ก็อาจยังไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย

ตัวอย่างจากปี 2562 แสดงให้เห็นชัดว่า คะแนนที่เปลี่ยนแปลงเพียง หลักสิบถึงหลักร้อย สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ และส่งผลต่อภาพรวมการเมืองในสภา การเปิดให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียดจึงเป็นหัวใจของความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง


ตัวอย่างจริงจากการเลือกตั้งปี 2562

การเลือกตั้งปี 2562 มีการสั่งนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นจริง 2 รูปแบบ

กรณีแรก คือ การนับคะแนนใหม่เฉพาะบางหน่วยเลือกตั้ง
วันที่ 4 เมษายน 2562 กกต. มีมติสั่งนับคะแนนใหม่ 2 หน่วยเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง

กรณีที่สอง คือ การนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม เป็นกรณีที่คะแนนสูสีอย่างยิ่ง โดยผลเดิมปรากฏว่า

  • ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน

  • ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน

ต่อมา ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ตรวจสอบคะแนนใหม่และยื่นคำร้อง พบว่าคะแนนของตนเพิ่มขึ้น 151 คะแนน เป็น 35,766 คะแนน มากกว่าคู่แข่ง 4 คะแนน ทำให้ กกต. มีคำสั่งนับคะแนนใหม่ทุกหน่วยในเขตดังกล่าว

ผลการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ปรากฏว่า

  • ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เหลือ 35,711 คะแนน (ลดลง 51 คะแนน)

  • ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน (เพิ่มขึ้น 92 คะแนน)

ผลสุดท้าย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ยังชนะอยู่ 4 คะแนน แต่กระบวนการนับใหม่ช่วยยืนยันความถูกต้องของผลเลือกตั้ง

เชื่อมโยงกรณีเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี

เมื่อย้อนบทเรียนปี 2562 มายังกรณีเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ คะแนนที่สูสีอย่างมากในระดับหลักร้อยหรือหลักสิบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการรายงานผลจากบางหน่วยเลือกตั้ง

ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน หากตรวจพบว่า

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง

  • หรือผลคะแนนรวมจากหน่วยเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับข้อมูลรายหน่วย

กกต. มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันที ทั้งแบบเฉพาะบางหน่วย หรือทั้งเขตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรณีจังหวัดนครปฐมในปี 2562

อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีตัวเลขหรือเอกสารยืนยันความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม การเรียกร้องนับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรี ก็อาจยังไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย

ตัวอย่างจากปี 2562 แสดงให้เห็นชัดว่า คะแนนที่เปลี่ยนแปลงเพียง หลักสิบถึงหลักร้อย สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ และส่งผลต่อภาพรวมการเมืองในสภา การเปิดให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียดจึงเป็นหัวใจของความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง