นับคะแนนใหม่ได้หรือไม่? บทเรียนปี 62 กับดราม่าคะแนนสูสี เขต 1 ชลบุรี

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี กลายเป็นหนึ่งในสนามที่ถูกจับตามากที่สุด หลังผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการออกมาสูสีในระดับหลักร้อย จนเกิดคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการนับคะแนนในบางหน่วยเลือกตั้ง พร้อมเสียงเรียกร้องจากประชาชนและผู้สังเกตการณ์ให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียด สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเด็น “การสั่งนับคะแนนใหม่” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และนำไปสู่การย้อนทบทวนบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2562 ว่าภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน กรณีลักษณะนี้สามารถเดินไปถึงขั้นนับคะแนนใหม่ได้หรือไม่
เปิดกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ ยกตัวเลขจริงเลือกตั้งปี 2562 เทียบกรณีคะแนนสูสี เขต 1 ชลบุรี เข้าเงื่อนไขหรือไม่
การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้บัตรเพียง 1 ใบ แต่คะแนนเสียงถูกนำไปคำนวณทั้งผู้สมัครแบบแบ่งเขตและที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้ความคลาดเคลื่อนของคะแนนเพียงหลักสิบหรือหลักร้อย สามารถเปลี่ยนผลทางการเมืองได้ทั้งเขตและระดับประเทศ
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 35.5 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 51.4 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการใช้สิทธิประมาณ 69% ระบบเลือกตั้งลักษณะนี้ทำให้ “ความถูกต้องของคะแนนในระดับหน่วยเลือกตั้ง” กลายเป็นหัวใจของความชอบธรรมในการประกาศผล
กฎหมายให้นับคะแนนใหม่ได้เมื่อใด
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 การนับคะแนนใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ใน 3 กรณีหลัก
วันเลือกตั้ง
หากการนับคะแนนพบว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง เช่น มีผู้ลงชื่อมาใช้สิทธิ 820 คน แต่พบบัตรในหีบ 825 ใบ คณะกรรมการประจำหน่วยต้องตรวจสอบทันที และรายงานต่อ กกต. หากยังไม่สามารถอธิบายได้หลังวันเลือกตั้ง
เมื่อ กกต. ได้รับรายงานผลแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต. สามารถงดประกาศผลและสั่งนับคะแนนใหม่ได้ก่อนหรือหลังเลือกตั้งจากการสืบสวน
หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจสั่งระงับ แก้ไข หรือสั่งนับคะแนนใหม่บางหน่วยหรือทั้งเขตเลือกตั้ง
ตัวอย่างจริงจากการเลือกตั้งปี 2562
การเลือกตั้งปี 2562 มีการสั่งนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นจริง 2 รูปแบบ
กรณีแรก คือ การนับคะแนนใหม่เฉพาะบางหน่วยเลือกตั้ง
วันที่ 4 เมษายน 2562 กกต. มีมติสั่งนับคะแนนใหม่ 2 หน่วยเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง
กรณีที่สอง คือ การนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม เป็นกรณีที่คะแนนสูสีอย่างยิ่ง โดยผลเดิมปรากฏว่า
ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน
ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน
ต่อมา ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ตรวจสอบคะแนนใหม่และยื่นคำร้อง พบว่าคะแนนของตนเพิ่มขึ้น 151 คะแนน เป็น 35,766 คะแนน มากกว่าคู่แข่ง 4 คะแนน ทำให้ กกต. มีคำสั่งนับคะแนนใหม่ทุกหน่วยในเขตดังกล่าว
ผลการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ปรากฏว่า
ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เหลือ 35,711 คะแนน (ลดลง 51 คะแนน)
ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน (เพิ่มขึ้น 92 คะแนน)
ผลสุดท้าย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ยังชนะอยู่ 4 คะแนน แต่กระบวนการนับใหม่ช่วยยืนยันความถูกต้องของผลเลือกตั้ง
เชื่อมโยงกรณีเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี
เมื่อย้อนบทเรียนปี 2562 มายังกรณีเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ คะแนนที่สูสีอย่างมากในระดับหลักร้อยหรือหลักสิบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการรายงานผลจากบางหน่วยเลือกตั้ง
ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน หากตรวจพบว่า
จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง
หรือผลคะแนนรวมจากหน่วยเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับข้อมูลรายหน่วย
กกต. มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันที ทั้งแบบเฉพาะบางหน่วย หรือทั้งเขตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรณีจังหวัดนครปฐมในปี 2562
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีตัวเลขหรือเอกสารยืนยันความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม การเรียกร้องนับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรี ก็อาจยังไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย
ตัวอย่างจากปี 2562 แสดงให้เห็นชัดว่า คะแนนที่เปลี่ยนแปลงเพียง หลักสิบถึงหลักร้อย สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ และส่งผลต่อภาพรวมการเมืองในสภา การเปิดให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียดจึงเป็นหัวใจของความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง
ตัวอย่างจริงจากการเลือกตั้งปี 2562
การเลือกตั้งปี 2562 มีการสั่งนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นจริง 2 รูปแบบ
กรณีแรก คือ การนับคะแนนใหม่เฉพาะบางหน่วยเลือกตั้ง
วันที่ 4 เมษายน 2562 กกต. มีมติสั่งนับคะแนนใหม่ 2 หน่วยเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง
กรณีที่สอง คือ การนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม เป็นกรณีที่คะแนนสูสีอย่างยิ่ง โดยผลเดิมปรากฏว่า
ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน
ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน
ต่อมา ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ตรวจสอบคะแนนใหม่และยื่นคำร้อง พบว่าคะแนนของตนเพิ่มขึ้น 151 คะแนน เป็น 35,766 คะแนน มากกว่าคู่แข่ง 4 คะแนน ทำให้ กกต. มีคำสั่งนับคะแนนใหม่ทุกหน่วยในเขตดังกล่าว
ผลการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ปรากฏว่า
ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เหลือ 35,711 คะแนน (ลดลง 51 คะแนน)
ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน (เพิ่มขึ้น 92 คะแนน)
ผลสุดท้าย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ยังชนะอยู่ 4 คะแนน แต่กระบวนการนับใหม่ช่วยยืนยันความถูกต้องของผลเลือกตั้ง
เชื่อมโยงกรณีเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี
เมื่อย้อนบทเรียนปี 2562 มายังกรณีเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ คะแนนที่สูสีอย่างมากในระดับหลักร้อยหรือหลักสิบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการรายงานผลจากบางหน่วยเลือกตั้ง
ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน หากตรวจพบว่า
จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง
หรือผลคะแนนรวมจากหน่วยเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับข้อมูลรายหน่วย
กกต. มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันที ทั้งแบบเฉพาะบางหน่วย หรือทั้งเขตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรณีจังหวัดนครปฐมในปี 2562
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีตัวเลขหรือเอกสารยืนยันความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม การเรียกร้องนับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรี ก็อาจยังไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย
ตัวอย่างจากปี 2562 แสดงให้เห็นชัดว่า คะแนนที่เปลี่ยนแปลงเพียง หลักสิบถึงหลักร้อย สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ และส่งผลต่อภาพรวมการเมืองในสภา การเปิดให้ตรวจสอบตัวเลขอย่างละเอียดจึงเป็นหัวใจของความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
