รีเซต

วิกฤตพลังงานชั่วคราว แต่ "หนี้" ยาวนาน ทำไมปี 2569 ยังไม่ใช่จังหวะเหมาะซื้อรถ EV ?

วิกฤตพลังงานชั่วคราว แต่ "หนี้" ยาวนาน ทำไมปี 2569 ยังไม่ใช่จังหวะเหมาะซื้อรถ EV ?
TNN ช่อง16
30 มีนาคม 2569 ( 19:52 )
12

ปี 2569 เป็นช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมามองรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้แรงกดดันด้านค่าครองชีพ รถ EV จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะวันต่อวันได้ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเชิงระบบและตัวเลขเศรษฐกิจ ภาพรวมกลับมีรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น

ตัวเลขยอดขายในเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า รถยนต์นั่งแบบ BEV มียอดขาย 31,859 คัน เพิ่มขึ้น 353.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และยอดจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 42,193 คัน คิดเป็น 48.56% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด ตัวเลขนี้อ้างอิงจากข้อมูลการจดทะเบียนรถใหม่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความเห็นตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากการเร่งจดทะเบียนก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในปลายปี 2568 ซึ่งเคยให้เงินสนับสนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน และ EV 3.5 สูงสุด 100,000 บาทต่อคัน ทำให้ยอดขายช่วงต้นปีพุ่งสูงกว่าความต้องการจริงของตลาด

เมื่อมาตรการรัฐสิ้นสุดลง โครงสร้างราคาของรถ EV เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ผลิตทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สอดคล้องกับรายงานของวิจัยกรุงศรีที่ประเมินว่า ยอดจดทะเบียนรถ BEV ในช่วงปี 2569 ถึง 2571 จะอยู่เฉลี่ยประมาณ 125,000 คันต่อปี เติบโตเฉลี่ยเพียง 3.8% ต่อปี ลดลงอย่างมากจากช่วงก่อนหน้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 524.2% ต่อปี ตัวเลขนี้บอกให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับตัว หลังแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐลดลง


ในด้านต้นทุนพลังงาน แม้รถ EV จะช่วยลดการใช้น้ำมัน แต่ค่าไฟฟ้ายังเป็นตัวแปรสำคัญ ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีภาระต้นทุนค้างจ่ายกว่า 35,928 ล้านบาท และต้นทุนก๊าซธรรมชาติคงค้างอีกประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มถูกนำไปคำนวณในค่าไฟฟ้าผันแปรในอนาคต โดยมีการเสนอค่าไฟงวดพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 สูงสุดที่ 4.59 บาทต่อหน่วย จากระดับปัจจุบันราว 3.88 บาทต่อหน่วย หากค่าไฟปรับขึ้นตามกรอบนี้ ต้นทุนการชาร์จรถ EV ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สถานีชาร์จเร็วเป็นหลัก

โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีรถ EV เฉลี่ย 19.1 คันต่อหัวชาร์จ 1 หัว เพิ่มขึ้นจาก 13.2 คันในเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าจำนวนรถเติบโตเร็วกว่าการขยายสถานีชาร์จ ซึ่งอาจกระทบต่อความสะดวกในการใช้งานจริงในบางพื้นที่

ในฝั่งของผู้ผลิต กรณีบริษัท Hozon New Energy ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ NETA ยื่นล้มละลายในเดือนมิถุนายน 2568 ด้วยภาระหนี้ประมาณ 10,000 ล้านหยวน หรือราว 48,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถในไทยมากกว่า 25,000 คัน มีการร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคมากกว่า 220 ราย และตัวแทนจำหน่าย 18 รายได้รับความเสียหายรวมประมาณ 200 ล้านบาท เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่าความมั่นคงของผู้ผลิตยังเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา ไม่ใช่เฉพาะราคาและสมรรถนะของรถ

ต้นทุนการใช้งานในระยะยาวก็มีรายละเอียดที่หลายคนอาจมองข้าม ข้อมูลจากตลาดประกันภัยและผู้ประกอบการระบุว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่รถ EV อยู่ในช่วงประมาณ 300,000 ถึง 600,000 บาท ขณะที่ประกันภัยบางประเภทไม่ครอบคลุมความเสียหายเฉพาะทาง เช่น ระบบไฟฟ้าลัดวงจร อีกทั้งช่างผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าแรงสูงยังมีจำนวนจำกัด ส่งผลให้ค่าซ่อมและระยะเวลาการซ่อมสูงกว่ารถทั่วไป

เมื่อมองในภาพรวมด้านการเงิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 86.8% ต่อ GDP โดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์มีมูลค่ารวมกว่า 1.55 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อหดตัวต่อเนื่อง 3 ปี และมีสัดส่วนลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงถึง 13.08% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 2.16% สะท้อนว่ามีผู้กู้จำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะการเงินเปราะบาง สถาบันการเงินจึงเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผู้ซื้อรถต้องใช้เงินดาวน์สูงขึ้นและรับภาระดอกเบี้ยในระดับ 5.67 ถึง 9.24% ต่อปี

ในตลาดรถมือสอง แนวโน้มยังไม่ฟื้นตัว โดยยอดขายปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 285,000 คัน ลดลงกว่า 10% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สำหรับรถ EV มูลค่ายังผันผวน เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาของรถใหม่ ส่งผลให้บางรุ่นมีราคาปรับลดลงเกือบ 40% ภายในระยะเวลาไม่นาน ทำให้ความเสี่ยงด้านราคาขายต่อสูงกว่าที่คาด

เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าการตัดสินใจซื้อรถ EV ในปี 2569 ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โลกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนไฟฟ้า ภาระหนี้ โครงสร้างตลาด และความไม่แน่นอนของผู้ผลิต ในช่วงที่พลังงานผันผวน ความต้องการลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในอีกด้าน ภาระหนี้จากการซื้อรถยังคงอยู่กับผู้บริโภคในระยะยาว และเป็นปัจจัยที่ต้องคิดให้ครบก่อนตัดสินใจ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง