รีเซต

“โอกินาวา โมเดล” กับ 6 ความลับอายุยืน ถึง 100 ปีของคนญี่ปุ่น

“โอกินาวา โมเดล” กับ 6 ความลับอายุยืน ถึง 100 ปีของคนญี่ปุ่น
TNN ช่อง16
16 กันยายน 2569 ( 14:15 )

ญี่ปุ่นมีผู้สูงวัยอายุ 100 ปีขึ้นไปมากกว่า 100,000 คนแล้ว ท่ามกลางกระแส Longevity และ Healthspan ที่ให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่มีชีวิตยืนยาว แต่ยังคงแข็งแรง มีสุขภาพดี และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ให้นานที่สุด

ตัวเลขนี้จึงนำมาสู่คำถามว่า อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืนยาว และหนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ “โอกินาวา” หมู่เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีสัดส่วนผู้สูงวัยอายุ 100 ปีขึ้นไปอยู่ในระดับสูง และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้คนอายุยืนมากที่สุดในญี่ปุ่น

ที่นี่ไม่ได้มีเพียงเรื่องอาหาร แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิต การเคลื่อนไหวร่างกาย ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การมีเป้าหมายในชีวิต ไปจนถึงการดูแลจิตใจ ซึ่งอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวโอกินาวาสามารถมีชีวิตยืนยาว พร้อมสุขภาพที่ดีไปได้อีกนาน

ชีวิตของชาวโอกินาวา 

หมู่เกาะโอกินาวา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มักจะมีคำพูดที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นว่า ควรอยู่ห่างจากครอบครัวมากพอที่จะไม่ต้องเจอกันทุกวัน แต่ก็ต้องใกล้กันมากพอที่จะเดินไปหากัน พร้อมยื่นซุปร้อน ๆ ให้สักชามได้

หลังผ่านพ้นโควิด-19 หลายคนอาจได้เห็นความสำคัญของการอยู่ใกล้ครอบครัวมากขึ้น เพราะแทนที่จะเดินไปหากัน เรากลับต้องพึ่งการพูดคุยผ่าน Zoom และการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็ส่งผลต่อความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของเราไม่น้อย

และการเข้าสังคมเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ชาวโอกินาวาจำนวนมากมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนถึง 100 ปีหรือมากกว่านั้น

ดร.แบรดลีย์ วิลค็อกซ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุจากมหาวิทยาลัยฮาวาย และผู้อำนวยการ Kuakini Center for Translational Research on Aging ซึ่งทำงานศึกษาผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในโอกินาวาร่วมกับเครก วิลค็อกซ์ นักมานุษยวิทยาจาก Okinawa International University ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน มานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า โอกินาวาเป็นหนึ่งใน 5 พื้นที่ของโลกที่ถูกจัดให้เป็น “Blue Zones” ซึ่งมีสัดส่วนผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปอยู่ในระดับสูง

ญี่ปุ่นมีคนอายุ 100 ปีสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปจำนวน 86,510 คน เพิ่มขึ้น 6,060 คนจากปี 2020 และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 1963 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มเก็บข้อมูล โดยขณะนั้นมีผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปเพียง 153 คน

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นประมาณ 1 คนในทุก 1,450 คน มีอายุมากกว่า 100 ปี และผู้หญิงคิดเป็น 88.4 เปอร์เซนต์ของประชากรกลุ่มนี้ รวมถึงคาเนะ ทานากะ ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นที่เคยได้รับการบันทึกว่าเป็นบุคคลอายุมากที่สุดในโลก ด้วยวัย 118 ปี

ส่วนในโอกินาวา เมื่อปี 2015 มีจำนวนผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปต่อประชากร 100,000 คน เกือบเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศญี่ปุ่น

ทำไมการมีอายุยืนจึงสำคัญ

การศึกษาผู้มีอายุ 100 ปีในโอกินาวา หรือ Okinawa Centenarian Study เริ่มต้นโดย ดร.มาโกโตะ ซูซูกิ ตั้งแต่ปี 1975 และถือเป็นการศึกษาผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

ทีมวิจัยศึกษาผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,000 คน เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยด้านพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตแบบใดที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในหนังสือเมื่อปี 2001 พบลักษณะสำคัญหลายอย่างในกลุ่มผู้สูงวัยชาวโอกินาวา เช่น หลอดเลือดมีสุขภาพดี ระดับคอเลสเตอรอลต่ำ มีความเสี่ยงต่อมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนต่ำ โดยพบมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าชาวอเมริกาเหนือถึง 80 เปอร์เซนต์ รวมถึงมีกระดูกแข็งแรงและมีความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักเพียงครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีรูปร่างผอมกระชับและมีความชัดเจนทางความคิดที่โดดเด่น

การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีจึงอาจช่วยลดภาระด้านการดูแลสุขภาพของสังคมได้ ขณะเดียวกัน World Economic Forum’s Global Future Council on Healthy Ageing and Longevity ยังมองว่าการทำให้ผู้คนมีสุขภาพดีได้นานขึ้น อาจนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย

ดร.วิลค็อกซ์กล่าวว่า หากเราสามารถยืด “healthspan” หรือช่วงเวลาที่คนเรามีสุขภาพดีให้ยาวนานขึ้น ไม่ใช่เพียงยืดอายุขัย ก็จะช่วยให้ผู้คนทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

6 เคล็ดลับ อายุยืน แบบฉบับโอกินาวา

แล้วอะไรคือเคล็ดลับของการมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีแบบชาวโอกินาวา? ดร.วิลค็อกซ์มองว่า แก่นสำคัญคือคำว่า “ความสมดุล”

1. กินแบบ ‘ฮาระ ฮาจิ บุ’ กินเพื่อสุขภาพและขยับร่างกาย

ผู้สูงวัยชาวโอกินาวามองว่าร่างกายเปรียบเสมือนวิหาร จึงไม่ควรนำสิ่งที่เป็นโทษเข้าไปในร่างกาย พวกเขาดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอดี และโดยทั่วไปไม่ค่อยสูบบุหรี่

ขณะเดียวกัน พวกเขาเป็นคนที่เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ พลังงานที่รับประทานเข้าไปกับพลังงานที่ใช้จึงค่อนข้างสมดุล และหลายครั้งมีการใช้พลังงานมากกว่าที่ได้รับ ทำให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้

อาหารของชาวโอกินาวาในอดีตเน้นพืชเป็นหลัก จึงไม่ได้มีพลังงานหนาแน่นมากนัก โดยในแต่ละวันพวกเขารับประทานผัก ผลไม้ และถั่ว เช่น ถั่วเหลือง รวมกันมากกว่า 1 กิโลกรัม และมีผักเป็นส่วนหนึ่งของแทบทุกมื้อ

แหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักไม่ได้มาจากขนมปัง แต่เป็นมันเทศ ซึ่งมีภาระน้ำตาลในเลือดต่ำและมีสารประกอบจากพืช โดยเฉพาะสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่งอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและชะลอกระบวนการสูงวัย

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ “ฮาระ ฮาจิ บุ” หรือการกินอาหารจนรู้สึกอิ่มประมาณ 80 เปอร์เซนต์ แทนที่จะกินจนแน่นท้อง

2. คิดบวกและมี ‘อิคิไก’ หรือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

ผู้มีอายุ 100 ปีทุกคนที่ทีมวิจัยพบมักมีทัศนคติเชิงบวก พวกเขามองโลกในแง่ดี และมีท่าทีต่อชีวิตที่ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียดกับทุกเรื่อง และยังสนุกกับชีวิต

ดร.วิลค็อกซ์มองว่า การมีความสุขกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงการมี “อิคิไก” หรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายและมีเหตุผลที่จะตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน

สำหรับชายวัย 102 ปีคนหนึ่ง อิคิไกของเขาคือวัวพ่อพันธุ์รางวัล 2 ตัว เขาไปดูแลและพบพวกมันทุกวัน ขณะที่สำหรับบางคน อิคิไกอาจเป็นครอบครัว ความเชื่อ หรือสิ่งอื่นที่มีความหมายต่อชีวิต

3. ทำให้สมองได้มีส่วนร่วมอยู่เสมอ

ในภาษาโอกินาวาไม่มีคำที่หมายถึง “การเกษียณอายุ” ดังนั้นจนกระทั่งในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการหยุดทำงานเมื่อถึงวัยหนึ่งแทบไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนให้ความสำคัญ

หากเป็นเกษตรกร ก็ยังคงทำไร่ทำสวนต่อไปตามปกติ เพราะการหยุดทำสิ่งที่เคยทำ โดยเฉพาะสิ่งที่เราชื่นชอบและทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การหยุดทุกอย่างเมื่ออายุมากขึ้น แต่คือการยังคงมีส่วนร่วมกับชีวิต ทำกิจกรรมที่ชอบ และให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตและอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้ด้วย

4. เข้าร่วม ‘โมไอ’ กลุ่มเพื่อนและสังคม

ชาวโอกินาวามีครอบครัวขนาดใหญ่และมีเครือข่ายทางสังคมที่เหนียวแน่น ชุมชนมีความใกล้ชิด ผู้คนรู้จักกันและดูแลกัน

พวกเขายังมีกลุ่มสังคมที่เรียกว่า “โมไอ” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มพบปะกันเป็นประจำ ผู้หญิงอาจพูดคุยกัน ดื่มชาเขียว และรับประทานของหวานเล็กน้อย ส่วนผู้ชายบางคนอาจสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อายุขัยของผู้ชายสั้นกว่าผู้หญิง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกเขาชอบใช้เวลาร่วมกัน

ในอดีต โอกินาวาเป็นพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น แม้จะเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพราะประชากรมีสุขภาพแข็งแรงกว่า

เมื่อญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบประกันการดูแลระยะยาวทั่วประเทศในปี 2000 ซึ่งรวมถึงบริการดูแลผู้ใหญ่ในช่วงกลางวัน ชาวโอกินาวาก็ใช้ประโยชน์จากระบบนี้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการเข้าสังคม

การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้นอาจช่วยให้ผู้คนมีความสุขและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้

5. ลดความเครียด และลองเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีกับเวลา

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “hurry sickness” หรือภาวะที่รู้สึกว่าต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา เพราะชีวิตเต็มไปด้วยกำหนดเวลาและสิ่งที่ต้องทำ

แม้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 หลายคนจะสามารถทำงานจากบ้านได้ แต่ในทางกลับกัน เราอาจกลับต้องใช้เวลาอยู่กับการประชุมและสายโทรศัพท์มากขึ้น

ชาวโอกินาวามีจังหวะชีวิตที่ช้ากว่า หลายสิ่งอาจไม่ได้เริ่มต้นตรงเวลา แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ ขณะเดียวกัน พวกเขายังมีบุคลิกที่รับมือกับความเครียดได้ดี ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากประสบการณ์และประวัติศาสตร์ของผู้คนบนเกาะ ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความเจ็บปวดมาตลอด

งานวิจัยในฮาวายยังพบยีนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการรับมือกับความเครียด หรือ FOXO3A ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการมีอายุยืนยาวในมนุษย์ ผู้ที่ได้รับยีนดังกล่าวมาจากพ่อหรือแม่เพียง 1 ชุด มีโอกาสมีอายุถึง 100 ปีมากขึ้น 2-3 เท่า

แนวคิดทั่วไปคือ ยีนดังกล่าวอาจช่วยปกป้องร่างกายจากผลกระทบของโรคและความเครียดต่าง ๆ แม้ชาวโอกินาวาจะมีสัดส่วนของยีนนี้สูงกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาอาจมีปัจจัยด้านวิถีชีวิตอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ด้านสุขภาพด้วย

6. ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ

ชาวโอกินาวาให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิญญาณและศาสนา แต่เป็นความเชื่อที่ผูกโยงเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่าย

ทุกปี พวกเขาจะเดินทางไปเยี่ยมบรรพบุรุษ จัดปิกนิก และพูดคุยกับคนที่จากไปแล้วราวกับว่ายังอยู่ตรงนั้น การรักษาความสัมพันธ์กับคนรุ่นก่อนทำให้เกิดความรู้สึกถึงความต่อเนื่องของชีวิตจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

โอกินาวามีความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับความเชื่อแบบวิญญาณนิยม โดยเชื่อว่าทุกสิ่งมีพลังทางจิตวิญญาณอยู่ภายใน

ในอดีต ศาสนาและพิธีกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ดูแลโดยผู้หญิงซึ่งทำหน้าที่เป็นนักบวชหญิง ปัจจุบันยังมีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติอยู่ทั่วโอกินาวา ซึ่งผู้หญิงยังคงเดินทางไปทำสมาธิและสวดภาวนาเพื่อสันติภาพและสุขภาพที่ดี

แม้ศาสนาพุทธจะเข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของโอกินาวามากขึ้น แต่ความเชื่อดั้งเดิมยังคงอยู่ ในแต่ละหมู่บ้านยังมีนักบวชหญิง และผู้หญิงจำนวนมากมีความผูกพันกับทั้งตัวเองและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง