รีเซต

ถอดบทเรียนวาระโลก อัดฉีดงบหนุนมีลูก

ถอดบทเรียนวาระโลก อัดฉีดงบหนุนมีลูก
TNN ช่อง16
10 กันยายน 2569 ( 11:43 )

รัฐบาลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับวิกฤตประชากร โดยหลายประเทศออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระการมีลูก ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือ การลดหย่อนภาษี เงินอุดหนุนด้านที่อยู่อาศัย และสนับสนุนด้านการดูแลเด็ก เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงในขณะที่จำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะที่สุดแล้วจะสร้างความตึงเครียดต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เพราะจำนวนประชากรเกิดใหม่ไม่เพียงพอรองรับการดูแลประชากรสูงวัยจำนวนมาก นั่นหมายถึงภาระด้านสวัสดิการสังคมที่หนักขึ้น อาทิ ประกันสังคม ประกันสุขภาพ โดยมีจำนวนผู้ใช้สวัสดิการมากขึ้น แต่มีคนจ่ายเงินสมทบไม่เพียงพอ 


เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ เพิ่งประกาศมาตรการสนับสนุนการมีลูกชุดใหม่ ซึ่งปรับให้ครอบคลุมตลอดเส้นทางในการเลี้ยงดูบุตรที่ยาวนานหลายปี แทนการจ่ายเงินแบบให้โบนัสครั้งเดียว ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นสำหรับพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกท่ามกลางปัจจัยท้าทายมากมาย โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญปัญหาด้านประชากร เนื่องจากจำนวนการเกิดและอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ลดลงอย่างรวดเร็ว 


ในปี 2025 สิงคโปร์มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด 29,864 คน ลดลงร้อยละ 11.4 จาก 33,703 คน ในปี 2024 นับเป็นระดับต่ำกว่า 30,000 คน ครั้งแรกตั้งแต่ได้รับเอกราช 61 ปี ซึ่งย้อนไปเมื่อปี 1965 สิงคโปร์มีทารกเกิดใหม่ 55,725 คน สะท้อนถึงแรงกดดันด้านประชากรที่เพิ่มขึ้น ส่วนอัตราการเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีในช่วงการเจริญพันธุ์ อยู่ที่เพียง 0.87 ในปี 2025 ลดลงจากเมื่อปี 2000 ที่อยู่ที่ 1.6 ซึ่งอัตราการเกิดในระดับต่ำดังกล่าวอาจนำไปสู่การลดลงของประชากรมากกว่าร้อยละ 50 ภายใน 1 ชั่วอายุคน

สำหรับชุดมาตรการสนับสนุนการมีบุตรชุดใหม่ของสิงคโปร์มีมูลค่ารวมประมาณ 62,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แบ่งเป็นเงินขวัญถุงแรกเกิด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์, เงินเครดิตสำหรับเด็ก 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี ตลอดอายุ 1-16 ปี รวม 32,000 ดอลลาร์สิงคโปร์, บัญชีเพื่อการพัฒนาเด็ก (Child Development Account-CDA) ที่จ่ายเงินอุดหนุนก้อนแรก 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และสมทบเพิ่ม 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินสมทบเพื่อการศึกษาหลังมัธยม (Post-Secondary Education Account-PSEA) ที่จ่ายตอนอายุครบ 17 ปี อีก 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เมื่อรวมกับสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว อาทิ เงินช่วยเหลือด้านการแพทย์ (MediSave) 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินสมทบด้านการศึกษา (Edusave) เท่ากับว่าเด็กชาวสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับเงินสนับสนุนโดยตรงร่วม 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์


มาตรการใหม่นี้จะมาแทนที่มาตรการในปัจจุบัน รวมถึงโครงการเงินช่วยเหลือเด็กแรกเกิด (Baby Bonus Scheme) ซึ่งพ่อแม่จะได้รับเงินช่วยเหลือตลอด 6 ปีครึ่ง โดยลูกคนแรกและคนที่ 2 จะได้เงินรวม 11,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จ่ายเป็นงวด ๆ ทุก 6 เดือน และลูกคนที่ 3 เป็นต้นไปจะได้รับ 13,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนโครงการครอบครัวขนาดใหญ่ (Large Families Scheme) ที่สนับสนุนครอบครัวที่มีลูก 3 คนขึ้นไป ก็จะถูกแทนที่เมื่อโครงการใหม่มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ มาตรการใหม่จะครอบคลุมเด็กสิงคโปร์ที่เกิดในปี 2026 หรือมีอายุครบ 1 ปี จนถึง 17 ปี ในปีนี้ด้วย และจะมีมาตรการเปลี่ยนผ่านสำหรับเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้โครงการเดิมเพื่อความต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพิจารณาแผนช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และคนโสด ในส่วนของผู้สูงอายุจะรวมถึงความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการทำงานต่อไป เพิ่มความยืดหยุ่นของโครงการ MediSave เพื่อตอบสนองด้านสุขภาพ และทำให้ผู้สูงอายุนำเงินจากการประเมินบ้านมาใช้ในยามเกษียณ แม้จะยังอาศัยอยู่ สำหรับผู้พิการจะมุ่งอำนวยความสะดวกจากการเรียนไปสู่การทำงาน และขยายโอกาสในการจ้างงาน ส่วนกลุ่มคนโสดที่ต้องดูแลพ่อแม่สูงอายุหรือครอบครัว รัฐบาลก็จะหาแนวทางสนับสนุนให้ตอบโจทย์

“ญี่ปุ่น” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในการพยายามรับมือกับวิกฤตประชากรมาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลเน้นสนับสนุนอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอดบุตร ไปจนถึงการเลี้ยงดูหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนการตรวจครรภ์ รวมถึงเงินขวัญถุงแรกคลอดแบบเหมาจ่าย 500,000 เยน, เงินช่วยเหลือในการดูแลบุตรรวมประมาณ 100,000 เยน และเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูรายเดือน ราว 15,000 เยนต่อเดือน ในช่วง 2 ปีแรก ขณะที่ยังมีมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ การลดหย่อนภาษี การลาเลี้ยงดูบุตร 


ทั้งนี้ อัตราการเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.14 ในปี 2025 ส่วนจำนวนการเกิดทั้งหมดลดลงเหลือ 671,236 คน ซึ่งเป็นจำนวนการเกิดรายปีต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเมื่อปี 1899 และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 10 เมื่อเทียบกับปี 2024 ลดลงประมาณ 15,000 คน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,589,489 คน ในปี 2025 ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี


ในภาพรวม แนวโน้มการเกิดของญี่ปุ่นยังคงลดลง แต่ “กรุงโตเกียว” กลับมีสัญญาณที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลงานของ “ยูริโกะ โคอิเกะ” ผู้ว่าการกรุงโตเกียว ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานนับทศวรรษ และออกมาตรการใหม่ ๆ  อาทิ แอปพลิเคชันจับคู่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการให้เงินอุดหนุนสำหรับการแช่แข็งไข่ของผู้หญิง โดยในปี 2025 กรุงโตเกียวมีเด็กเกิดใหม่ 85,064 คน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 1.02 หรือ 857 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากที่เคยอยู่ที่กว่า 100,000 คน ในปีเดียวกัน มีคู่รัก 79,481 คู่ จดทะเบียนสมรสในเมืองหลวง เพิ่มขึ้น 3,040 คู่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ทั้งนี้ บุตรที่เกิดนอกสมรสในญี่ปุ่นมีอัตราน้อยมาก การแต่งงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับจำนวนเด็กเกิดใหม่ในอนาคต 


แรงเหวี่ยงขาขึ้นยังคงต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 กรุงโตเกียวมีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น 2,278 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ซึ่งการที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นมีส่วนหนุนตัวเลขการเกิดในระดับประเทศในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 342,068 คน เพิ่มขึ้น 2,788 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นการเพิ่มขึ้นช่วง 6 เดือนแรกในระดับประเทศเป็นครั้งแรกรอบ 11 ปี

“เกาหลีใต้” ก็เป็นประเทศที่ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลนำเสนอสวัสดิการมากมาย รวมถึงเงินช่วยเหลือรายเดือนสำหรับพ่อแม่ เงินช่วยเหลือการคลอดบุตรโดยตรง การสนับสนุนค่าเลี้ยงดูบุตร การเพิ่มวันลาในการเลี้ยงดูบุตร และความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย เมื่อปี 2022 เกาหลีใต้เปิดตัวโครงการมอบเงินในการคลอดบุตร 2 ล้านวอน และเพิ่มอีก 700,000 วอนทุกเดือน จนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 1 ขวบ จากนั้นจ่ายอีก 350,000 วอนต่อเดือนจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 2 ขวบ


นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ยังมีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายเรื่องนี้ โดยนำเสนอมาตรการจูงใจให้พนักงานมีบุตร อาทิ “ลอตเต้” กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ที่มอบรถยนต์สำหรับครอบครัวขนาด 7-9 ที่นั่งฟรีแก่พนักงานที่มีบุตร 3 คนขึ้นไป รวมถึงกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ “บูยอง” มอบโบนัส 75,000 ดอลลาร์ สำหรับการมีลูกเพิ่มทุก ๆ 1 คน


ข้อมูลพบว่า ในปี 2025 จำนวนเด็กเกิดใหม่ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 254,300 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 หรือ 16,000 คน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับจากปี 2021 ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศปี 2025 อยู่ที่ 0.8 เพิ่มขึ้นจาก 0.75 ในปี 2024 นับเป็นสัญญาณเชิงบวก


ขยับมาที่ “จีน” ซึ่งเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนการเกิดรายปีของจีนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยลดลงจากเกือบ 18 ล้านคนในปี 2016 เหลือต่ำกว่า 8 ล้านคนในปี 2025 ข้อมูลจำนวนการเกิดในปี 2025 อยู่ที่ 5.63 คน ต่อประชากร 1,000 คน หรือ 7.92 ล้านคน ต่ำสุดในรอบ 76 ปี ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของประชากร เพิ่มขึ้นเป็น 8.04 คน ต่อประชากร 1,000 คน หรือ 11.3 ล้านคน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1968


จีนปรับทิศจากนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มานานหลายทศวรรษ เป็นการส่งเสริมการมีลูกอย่างจริงจัง ในปี 2025 ทางการจีนเปิดตัวโครงการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูเด็กทั่วประเทศ ซึ่งให้เงินแก่ครอบครัวราว 3,600 หยวนต่อปี สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ทุก ๆ 1 คน และให้สูงสุดนาน 3 ปี หรือราว 10,800 หยวน เงินอุดหนุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการมีบุตรและลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่มีอยู่ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า หากจีนต้องการกระตุ้นการมีลูกอย่างได้ผลจะต้องเพิ่มเงินอุดหนุนเป็น 60,000-70,000 หยวนต่อเด็ก 1 คน หรือมากกว่าปัจจุบันราว 6 เท่า

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง