รีเซต

จีนสั่งเบรก "Meta" ฮุบ "Manus" อย่าชุบตัวลบภาพจีน

จีนสั่งเบรก "Meta" ฮุบ "Manus" อย่าชุบตัวลบภาพจีน
TNN ช่อง16
1 พฤษภาคม 2569 ( 12:35 )

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ของจีน ออกมาเรียกร้องให้ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ยุติการเข้าซื้อกิจการบริษัท Manus ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน แต่ปัจจุบันได้ย้ายฐานและจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์

ดีลดังกล่าว ซึ่งมีการตกลงกันตั้งแต่เดือนธันวาคม ปีที่แล้ว มีมูลค่าอยู่ที่ราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย NDRC ระบุในแถลงการณ์สั้น ๆ ว่า การตัดสินใจห้ามต่างชาติเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เป็นไปตามกฏหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และได้ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติและถอนธุรกรรมดังกล่าวออกไป

ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน จะพบกันในการประชุมสุดยอด ซึ่งคาดว่าประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ จะครอบคลุมทั้งเรื่องการลงทุน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการค้า

รายงานของ บลูมเบิร์ก ระบุว่า การเข้ามาแทรกแซงของจีน เกิดขึ้นในจังหวะที่ทั้งสองบริษัทได้เดินหน้าควบรวมกิจการกันไปมากแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อการไหลออกของเทคโนโลยี บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีรากฐานจากจีน ไปยังบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Meta แม้บริษัทจะไม่มีธุรกิจในจีนโดยตรงก็ตาม

ส่วน Manus แม้ว่าจะย้ายฐานไปสิงคโปร์อย่างถูกกฏหมายแล้ว แต่บริษัทยังถูกมองว่าเป็น เทคโนโลยีที่มีต้นกำเนิดจากจีน อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 บริษัทมีการทำงานร่วมกันเสมือนว่าดีลดังกล่าวได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยพนักงานของ Manus ได้ย้ายเข้าไปทำงานที่สำนักงานของ Meta ที่สิงคโปร์ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทก็ได้เข้าร่วมทีม เอไอ ระดับเรือธงแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ยังระบุด้วยว่า กลุ่มผู้ลงทุนเดิมไม่ว่าจะเป็น Tencent ZhenFund และ HongShan ต่างก็ได้รับเงินตอบแทนจากธุรกรรมดังกล่าวไปแล้ว

กรณีนี้ จึงก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า ทางการจีนมีอำนาจมากเพียงใดในการบังคับให้ย้อนกลับดีลที่เดินหน้าไปแล้ว และหากทำได้จริง จะใช้กลไกใดในการดำเนินการ

ส่วน Meta ตอบสนองต่อแถลงการณ์ดังกล่าว โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และหวังว่าเรื่องนี้จะมีข้อยุติที่เหมาะสม ซึ่งเป้าหมายที่ Meta ต้องการเข้าซื้อกิจการของ เมนัส ถูกมองว่า เพื่อต้องการไล่ตามให้ทันคู่แข่งอย่าง Google ของ Alphabet, OpenAI และ Anthropic โดยเฉพาะในตลาด AI Agent หรือระบบ เอไอ ที่สามารถทำงานและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ ซึ่ง Meta เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาค 

ความเคลื่อนไหวของทางการจีนในครั้งนี้ ทำให้เกิดมุมมองและการวิเคราะห์จากหลายฝ่าย เริ่มที่

Stefanie Kam ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก สถาบันการป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี หนานหยาง กล่าวว่า กรณีของ เมนัส สะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ในการควบคุมอุตสาหกรรม เอไอ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเริ่มย้ายฐานไปต่างประเทศ

และสิ่งที่กังวล ไม่ใช่แค่การสูญเสียบริษัท เอไอ ไปต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไหลออกของคนเก่ง เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นในจีน ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการแข่งขันด้าน เอไอ ของประเทศ

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการรักษาอำนาจควบคุมทิศทางการพัฒนา เอไอ ของสตาร์ตอัปภายในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้นระหว่างจีน และสหรัฐฯ

ขณะที่ นักวิจารณ์บางส่วนในจีน มองว่าการขายกิจการครั้งนี้ เท่ากับทำให้จีนสูญเสียเทคโนโลยี เอไอ ที่มีคุณค่า และเปิดทางให้เทคโนโลยีดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์รายสำคัญของจีน

ด้าน Laila Khawaja ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Gavekal Technologies มองว่า คำตัดสินกรณี Manus อาจมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลในทางปฏิบัติ เพราะในความเป็นจริง การย้อนกลับดีลแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ถูกถ่ายโอนไปเรียบร้อยแล้ว

เธอระบุว่า จีน ไม่มีอำนาจในการต่อรองกับทาง Meta เนื่องจากทั้ง Facebook และ Instagram ถูกแบนในจีนอยู่แล้ว ขณะที่อำนาจที่ยังเหลืออยู่ อาจอยู่ในรูปแบบของการควบคุมการเดินทางข้ามพรมแดนของผู้บริหาร Manus หรือการกดดันให้บุคลากรบางส่วนลาออกจากบริษัท

ส่วน Liu Xu นักวิจัยจาก สถาบันยุทธศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยชิงหวา กล่าวว่า กรณีของ Manus ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนประกาศคำวินิจฉัยต่อสาธารณะ โดยใช้อำนาจตามกลไกตรวจสอบการลงทุนจากต่างชาติที่มีมานาน 15 ปีแล้ว และแม้ขณะนี้ ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า กรณีนี้จะส่งผลต่อดีลซื้อขายของการควบรวมกิจการอื่น มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ทางการจีนกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้าน AI 

และบอกเพิ่มเติมว่า ดีลใดก็ตามที่อาจทำให้จีนสูญเสียการควบคุมสิทธิบัตรสำคัญ หรือทำให้เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ หลังจากเกิดกรณี Manus ทางการจีนยังได้เพิ่มการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ตามรายงานของบลูมเบิร์ก เมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงาน NDRC และอื่นๆ ได้แจ้งสตาร์ตอัป เอไอ สำคัญหลายแห่ง รวมถึง Moonshot AI และ StepFun ว่าควรปฏิเสธเงินลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐฯ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หลายฝ่ายมองว่า ผลกระทบที่แท้จริงจากคำตัดสินของ NDRC อาจไม่ได้อยู่ที่ Manus เพียงบริษัทเดียว แต่กำลังส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการเทคโนโลยีจีนราย อื่น ๆ ด้วย เพราะช่วงที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีจีนจำนวนมากได้ย้ายฐานไปยังสิงคโปร์ และอีกจำนวนมากกำลังพิจารณาดำเนินการ เพื่อขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ การระดมทุนจากต่างชาติ ดึงดูดบุคลากรระดับโลก และลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบภายในจีน

เกี่ยวกับประเด็นนี้ Laila Khawaja ให้ความเห็นว่า การกระทำของหน่วยงานจีน อาจเป็นคำเตือนต่อสตาร์ทอัพ และบุคลากรชาวจีนรายอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณาใช้โมเดล ลดภาพความเป็นบริษัทจีน (de-Chinaing) เพื่อเข้าถึงเงินทุนและตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จีนยังคงสนับสนุนให้บริษัทเทคโนโลยี ขยายธุรกิจสู่ระดับโลก แต่ต้องติดตามการเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรและการรั่วไหลของเทคโนโลยีสำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ในช่วงที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง