รีเซต

CHลุยขยายฐานลูกค้าใหม่ หันรุกทำตลาดปลากระป๋อง

CHลุยขยายฐานลูกค้าใหม่ หันรุกทำตลาดปลากระป๋อง
ทันหุ้น
5 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )

#CH #ทันหุ้น – CH ครึ่งปีแรก 2569 บริษัทยังต้องแบกรับราคาต้นทุนที่สูงขึ้น - ขาดแคลนมะม่วงทำให้ผลิตสินค้าได้ไม่เต็มที่  ครึ่งปีหลังเจรจาขอปรับราคาขึ้น หนุนกำไรในปีหน้า  พร้อมรุกเจาะลูกค้าใหม่ในสหรัฐ เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการสั่งซื้อซ้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงกลับมาทำตลาดปลากระป๋องอีกครั้งในตะวันออกกลาง-แอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา คงเป้ารายได้ปีนี้ 1.8 พันล้านบาท

นายประวิทย์  ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากภาพทิศทางต้นทุนทั้งถุงพลาสติก, กล่อง, เชื้อเพลิง, น้ำตาลทรายและอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรก 2/2569 บริษัทอาจต้องแบกรับภาระต้นทุนไว้ก่อน เนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญาขายล่วงหน้าแบบปีต่อปีกับคู่ค้าต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ แต่บริษัทยังมีสต็อกน้ำตาลทรายราคาถูกในประเทศช่วยประคองสถานการณ์ไว้ได้บ้าง

*วัตถุดิบขาด

ขณะที่ต้นทุนหลักของบริษัท คือ มะม่วง โดยปกติบริษัทจะใช้มะม่วงจากเพื่อนบ้านมากกว่าครึ่ง ซึ่งจะให้ผลผลิตเร็วกว่าไทยตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ส่วนมะม่วงในประเทศจะออกผลผลิตช่วงเมษายนถึงมิถุนายน แต่ปีนี้มะม่วงจากเพื่อนบ้านเข้ามาไม่ได้ เนื่องจากปัญหาชายแดน ทำให้ต้องพึ่งพามะม่วงในประเทศเป็นหลัก

แม้ในช่วงที่ 1 ราคามะม่วงจะยังทรงตัวอยู่ แต่คาดว่ามะม่วงในช่วงที่ 2 (เดือนต.ค. – พ.ย.) จะมีราคาสูงขึ้นจากปัจจัยเรื่องภาวะโลกร้อนที่รุนแรงตั้งแต่เดือนสิงหาคม ประกอบกับราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นภาพรวมไตรมาส 1/2569 ผลงานยังไม่ค่อยดีเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ ประกอบกับได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวในช่วงมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ส่วนทิศทางไตรมาส 2/2569 แม้จะผลิตสินค้าได้เต็มที่ขึ้น แต่กำไรอาจไม่สูง เพราะต้นทุนสูง แต่ปรับราคาขายไม่ได้ ขณะที่ทิศทางการดำเนินในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจะเริ่มเจรจาขอปรับราคาขึ้นกับลูกค้าสำหรับสัญญาใหม่ตามทิศทางราคาต้นทุน 

*เน้นเจาะลูกค้าใหม่

ดังนั้นทำให้แนวโน้มกำไรในปี 2570 ปรับตัวขึ้น หลังจากตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปหมดแล้ว อีกทั้งเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าจะเข้ามาช่วยชดเชยต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นได้ อีกทั้งตลาดส่งออกในยุโรป เริ่มมียอดขายที่ดีขึ้นหลังจากการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐ 

ส่วนตลาดสหรัฐ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ปัจจุบันบริษัทกำลังมุ่งเน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการสั่งซื้อซ้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,800 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 1,700 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีบริษัทได้เริ่มเข้าสู่ไลน์ขนมขบเคี้ยว เช่น ผลไม้เคลือบช็อกโกแลตและผลไม้ประเภท Soft Dried ซึ่งเริ่มมีการสั่งซื้อซ้ำ รวมถึงมีการทดลองตลาดปลากระป๋องในน้ำมันพืชและน้ำมันมะกอก ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมของบริษัทและจะกลายมาเป็นธุรกิจ “ม้ามืด” จากการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และพัฒนาสินค้าใหม่ ทำให้เริ่มมีปริมาณคำสั่งเข้ามามากขึ้น และมีแผนปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 50% ของยอดการผลิตเดิม 

*รุกปลากระป๋อง

โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ส่งผลในปี 2569 คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 250-300 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนรายได้ที่น้อย แต่มีมาร์จิ้นระดับสองหลักสูงกว่าธุรกิจผลไม้ที่มีมาร์จิ้นหลักเดียวเพราะยังมีการแข่งขันเรื่องสงครามราคา ซึ่งเครื่องจักรในสายการผลิตปลากระป๋องคุ้มทุนไปนานแล้ว เมื่อมียอดขายเพิ่มขึ้นจึงสามารถสร้างผลกำไรเข้าบริษัทได้ทันที 

นอกจากนี้การขยายตัวของธุรกิจปลากระป๋องยังช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายส่วนกลางของโรงงาน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทลดลงและช่วยหนุนกำไรสุทธิในภาพรวมให้ดีขึ้น รวมถึงมีแผนที่จะเตรียมตัวกลับไปเจาะตลาดตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศโลกที่สาม อีกครั้ง เนื่องจากปลากระป๋องเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ซึ่งตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้เต็มที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง