ยุโรปส่งขุมพลังหนุน “Artemis II” ภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี

นาซา (NASA) ได้จารึกประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการส่ง 4 นักบินอวกาศขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจ อาร์ทีมิส สอง (Artemis II) เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่ทะเยอทะยานที่สุดในรอบหลายทศวรรษของสหรัฐฯ เพื่อปูทางสู่การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ ชิงความได้เปรียบก่อนที่จีนจะส่งมนุษย์ไปลงจอดครั้งแรก
ในการปล่อยตัวครั้งนี้ จรวด สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม หรือ เอสแอลเอส (Space Launch System - SLS) ที่มีความสูงถึง 98 เมตร พร้อมแคปซูลโอไรออน (Orion) ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวด โดยมีหัวใจสำคัญจากฝั่งยุโรปเป็นแรงขับเคลื่อนหลักคือ โมดูลบริการ ยูโรเปียน เซอร์วิส โมดูล (European Service Module - ESM) ที่ประกอบขึ้นโดยบริษัทด้านระบบป้องกันประเทศ อวกาศ และเทคโนโลยีความมั่นคงอย่าง แอร์บัส ดีเฟนต์ แอนด์ สเปซ (Airbus Defence and Space) ในประเทศเยอรมนี
โมดูลบริการของยุโรป หรือ ESM ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นระบบขับเคลื่อนหลักของยานโอไรออนเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนระบบพยุงชีพตลอดการเดินทาง 10 วัน โดยมีหน้าที่สำคัญคือเป็นแหล่งพลังงาน จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับแคปซูลของนักบินอวกาศ เป็นระบบสาธารณูปโภค จัดเก็บออกซิเจนและน้ำดื่มสำหรับลูกเรือ และตัวควบคุมสภาวะแวดล้อม ช่วยปรับอุณหภูมิภายในยานให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยตลอดเวลา
นอกเหนือจากระบบขับเคลื่อน ยุโรปยังได้ส่งเทคโนโลยี เครื่องตรวจวัดรังสี (Radiation Detectors) ติดไปกับยานด้วย เนื่องจากรังสีชนิดก่อไอออนในอวกาศ คืออุปสรรคสำคัญของการปฏิบัติภารกิจระยะยาว เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในนักบินอวกาศ
เครื่องตรวจวัดเหล่านี้จะถูกติดตั้งไว้ 4 จุดยุทธศาสตร์รอบยานโอไรออน (Orion) เพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมของรังสีอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนปกป้องสุขภาพของมนุษย์ที่จะต้องไปประจำการบนดวงจันทร์ในอนาคต
แม้ว่าการปล่อยตัวจะเคยล่าช้าจากปัญหาการรั่วไหลของไฮโดรเจน แต่ภารกิจ อาร์ทีมิส สอง (Artemis II) คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยนาซาตั้งเป้าที่จะส่งนักบินอวกาศไปลงจอดที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายในปี 2028 ในภารกิจอาร์ทีมิส สี่ (Artemis IV) ตัดหน้าโครงการของจีนที่มีกำหนดการในช่วงปี 2030
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
