เตือนภัย! พบ “MetaMask 2FA” ปลอม หลอกขอ Seed Phrase โดนดูดเงินทันที

เตือนภัย! พบ “MetaMask 2FA” ปลอม หลอกขอ Seed Phrase โดนดูดเงินทันที
นักลงทุนคริปโตกำลังถูกโจมตีด้วยแคมเปญฟิชชิงรูปแบบใหม่ที่ ปลอมเป็นการตรวจสอบความปลอดภัย MetaMaskแบบ 2FA แล้วล่อลวงให้ผู้ใช้ “กรอกวลีกู้คืนกระเป๋า (Secret Recovery Phrase/Seed Phrase)” จนทำให้เงินในวอลเล็ตถูกขโมยทันที ตามการเตือนจากบริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน SlowMist
กลโกงทำงานยังไง: ทำหน้า 2FA ปลอม + พาไปโดเมนหลอก
SlowMist ระบุว่า คนร้ายใช้วิธีทำให้เหมือนขั้นตอน “ยืนยันความปลอดภัย” หรือ “เปิดใช้งาน 2FA” โดยจะพาผู้ใช้ไปยัง โดเมนปลอม ผ่านคำเตือนความปลอดภัยที่ดูน่าเชื่อถือ
ที่มา: 23pds
โดยทั่วไปจะมาในรูปแบบ:
- ส่งอีเมล/แจ้งเตือนอ้างว่า “ต้องเปิด 2FA ภายในเวลาจำกัด” ไม่งั้นจะเสียสิทธิ์การใช้งานบางฟีเจอร์
- ลิงก์จะพาไปหน้าเว็บที่หน้าตาเหมือน MetaMask
- ขั้นตอนสุดท้ายจะให้กรอก Seed Phrase 12 คำ เพื่อ “ตั้งค่าความปลอดภัยให้เสร็จ”
จุดสำคัญคือ ทันทีที่ผู้ใช้กรอก Seed Phrase คนร้ายสามารถยึดครองวอลเล็ตและย้ายสินทรัพย์ออกไปได้ทันที (SlowMist CSO ระบุว่า “แชร์เมื่อไหร่ เงินหายเมื่อนั้น”)
ที่มา: 23pds
จำให้ขึ้นใจ: วอลเล็ตจริง “ไม่มีวัน” ขอ Secret Recovery Phrase
แคมเปญนี้ตอกย้ำหลักความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของวอลเล็ตแบบ self-custody เช่น MetaMask คือ โปรโตคอล/ทีมซัพพอร์ต/ระบบยืนยันตัวตน ไม่มีเหตุผลใดที่จะขอ Seed Phrase ของคุณ เพราะ Seed Phrase คือ “กุญแจหลัก” ที่ใครได้ไปก็เข้าวอลเล็ตแทนคุณได้เลย
ฟิชชิงในปี 2025 ลดลง แต่ยังอันตราย โดยเฉพาะช่วงตลาดคึกคัก
รายงานจากเครื่องมือความปลอดภัย Web3 อย่าง Scam Sniffer ระบุว่า “ความเสียหายจากฟิชชิง” ในปี 2025 ลดลง 83% เหลือประมาณ 83.3 ล้านดอลลาร์ (จาก 494 ล้านดอลลาร์ในปี 2024) และจำนวนเหยื่อลดลง 68% เหลือราว 106,000 ราย
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจากฟิชชิง พุ่งสูงสุดในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงตลาดคึกคัก สะท้อนว่าเมื่อคนใช้งานคริปโตมากขึ้น โอกาสโดนหลอกก็เพิ่มขึ้นตาม (เป็นเกมความน่าจะเป็นของปริมาณผู้ใช้งาน)
ความเสียหายและเหยื่อจากการหลอกลวงฟิชชิ่งคริปโตรายเดือน ปี 2025 ที่มา: drop.scamsniffer.io
ทำไม MetaMask ถึงถูกปลอมบ่อย
สแกมเมอร์มักเลือกปลอมแบรนด์ที่คนใช้เยอะเพื่อสร้างความไว้ใจ โดย MetaMask ถูกระบุว่าเป็นวอลเล็ต self-custody ระดับโลก มีผู้ใช้งานจำนวนมากและเชื่อมต่อกับ dApp จำนวนมหาศาล ทำให้กลายเป็น “เหยื่อปลอมแบรนด์” ชั้นดี
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/fake-metamask-2fa-security-check-phishing-seed-phrase
Strategy เปิดปี 2026 ซื้อ Bitcoin เพิ่ม $116M แม้ไตรมาส 4 ขาดทุนในกระดาษ $17.4B
Strategy (อดีต MicroStrategy) บริษัทที่ถูกยกให้เป็น “ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน” เปิดปี 2026 ด้วยการ ซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,283 BTC มูลค่าราว 116 ล้านดอลลาร์ แม้จะเพิ่งรายงาน ขาดทุนยังไม่รับรู้ (unrealized loss) ในไตรมาส 4 ปี 2025 สูงถึง 17.4 พันล้านดอลลาร์ จากการปรับตัวลงของราคา BTC ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านเอกสารยื่นต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันจันทร์
ที่มา: Strategy
ซื้อเพิ่ม 1,283 BTC ดันถือครองรวม 673,783 BTC
Strategy ระบุว่า การซื้อครั้งล่าสุดทำให้บริษัทมี Bitcoin ในมือรวม 673,783 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 62.6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีต้นทุนเฉลี่ย (average cost basis) อยู่ที่ประมาณ 75,026 ดอลลาร์ต่อ BTC
สำหรับดีลนี้ บริษัทเข้าซื้อที่ราคาเฉลี่ยราว 90,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ โดยใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้น MSTR ผ่านโครงการเสนอขายแบบ ATM (at-the-market offering)
นอกจากนี้ Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารของ Strategy ยังระบุในโพสต์บน X ว่าบริษัท เพิ่มเงินสดสำรองเป็นดอลลาร์ ขึ้นอีก 62 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมแตะ 2.25 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินส่วนนี้ถูกใช้เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผล หุ้นบุริมสิทธิ และดอกเบี้ยหนี้คงค้าง
ดีลล่าสุด “ไม่ใหญ่” เมื่อเทียบกับการซื้อหนักในปี 2025
แม้การซื้อ $116 ล้านครั้งนี้จะมากกว่าดีลสัปดาห์ก่อนหน้าที่ราว $108 ล้าน แต่ถ้าเทียบกับช่วงที่ Strategy ซื้อหนักในปี 2025 จะถือว่ายังเป็นดีลเล็ก
ข้อมูลจาก SaylorTracker ระบุว่า Strategy เคยมีดีลใหญ่ 2 ครั้งในปี 2025 คือ
- 31 มีนาคม: ซื้อ 22,049 BTC มูลค่า $1.92 พันล้าน
- 29 กรกฎาคม: ซื้อ 21,021 BTC มูลค่า $2.46 พันล้าน
และก่อนหน้านี้ราว 2 สัปดาห์ บริษัทก็เพิ่งเพิ่มเงินเข้าคลังเงินสดจากการขายหุ้นสามัญ (net proceeds) อีก $747.8 ล้าน ตามรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม
Q4 2025: ขาดทุนกระดาษ $17.4B หลังราคา Bitcoin ลงกว่า 23%
อีกด้านหนึ่งที่ตลาดยังจับตา คือความเสี่ยงของโมเดล “คลัง Bitcoin” ของ Strategy เพราะในเอกสารยื่นต่อ SEC บริษัทเปิดเผยว่าไตรมาส 4 ปี 2025 มี unrealized loss ราว 17.4 พันล้านดอลลาร์ จากการถือครอง BTC หลังราคา Bitcoin ลดลงมากกว่า 23% ช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี บริษัทก็ระบุถึง deferred tax benefit ที่เกี่ยวข้องราว 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อน “โอกาส” ในการลดภาระภาษีเงินได้ในอนาคต (เป็นประโยชน์ทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้)
ราคาหุ้น MSTR ดีดก่อนเปิดตลาด แต่ยังลงหนักในรอบปี
ราคาหุ้น Strategy (MSTR) ปรับขึ้นราว 3.88% ในช่วง pre-market วันจันทร์ แตะเหนือ $157 อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวม 1 ปี หุ้นยัง ปรับลงมากกว่า 58% ตามข้อมูลจาก Google Finance
ที่มา: google.com/finance
โมเดลคลัง Bitcoin ส่งอิทธิพลไปยังบริษัทอื่น รวมถึง Metaplanet
แม้จะมีความผันผวนและประเด็นถกเถียงเรื่องความเสี่ยง แต่แนวคิดของ Strategy ได้กระตุ้นให้หลายบริษัทหันมาใช้ กลยุทธ์ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์คลัง (Bitcoin treasury strategy) มากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงคือ Metaplanet จากญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันถือครอง 35,102 BTC มูลค่าราว 3.25 พันล้านดอลลาร์ และถูกจัดเป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่อันดับต้น ๆ ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/strategy-buys-116m-bitcoin
“กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตสหรัฐฯ” อาจเลื่อนไปปี 2027 และ “ใช้จริง” 2029
กฎหมาย “โครงสร้างตลาดคริปโต” ของสหรัฐฯ (Crypto market structure bill) ที่หลายฝ่ายหวังว่าจะสร้างกติกาชัดเจนให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาด โดย TD Cowen ประเมินว่า การผ่านกฎหมายอาจ ถูกเลื่อนไปถึงปี 2027 และกฎสุดท้ายอาจ เริ่มมีผลจริงในปี 2029 หากปมการเมืองสำคัญไม่ถูกคลี่คลายในปีนี้
รายงานจากทีม Washington Research Group ของ TD Cowen (นำโดย Jaret Seiberg) ระบุว่า แม้ยังมี “เส้นทาง” ให้ร่างกฎหมายผ่านได้ในปีนี้ แต่ ไดนามิกในสภาคองเกรสทำให้โอกาสล่าช้าดูเป็นไปได้มากกว่า โดยเดโมแครตอาจไม่รีบ หากมองว่ามีโอกาสชนะและกลับมาคุมสภาผู้แทนฯ ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
ปมใหญ่: เงื่อนไขผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) และชื่อ “ทรัมป์”
หนึ่งใน “ปม” ที่ TD Cowen มองว่าจะทำให้การเจรจายาก คือ ถ้อยคำเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเดโมแครตมีแนวโน้มผลักดันให้มีข้อกำหนดจำกัดการเป็นเจ้าของ/ดำเนินธุรกิจคริปโตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและครอบครัว รวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
รายงานยังอ้างการประเมินของ Bloomberg ที่ระบุว่า ทรัมป์ มีรายได้/ความมั่งคั่งจากกิจการคริปโตที่เกี่ยวโยงกับครอบครัวจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งทำให้เรื่อง “conflict” ถูกจับตาและอาจเป็นเงื่อนไขที่ปะทะกันตรง ๆ ในสภา
ทางออกหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาคือการทำให้เงื่อนไข conflict มีผล “ช้าลง” เช่นมีผลหลังประกาศใช้ 3 ปี แต่ TD Cowen มองว่าเดโมแครตอาจไม่ยอมรับ หากแลกกับการเลื่อนทั้งกฎหมายออกไปพร้อมกันหลายปี
ทำไมผ่านยาก: ด่านวุฒิสภาและ “60 เสียง”
อีกเหตุผลที่ทำให้การผ่านกฎหมายไม่ง่าย คือ การฝ่าฟิลิบัสเตอร์ในวุฒิสภาต้องใช้ 60 เสียง หมายความว่าต่อให้รีพับลิกันโหวตเห็นด้วยทั้งหมด ก็ยังต้องการเสียงเดโมแครต “หลายคน” มาช่วย และในทางปฏิบัติอาจต้องมากกว่า 7 เสียง เพราะอาจมีรีพับลิกันบางส่วนไม่สนับสนุนร่างกฎหมาย
จุดนี้ทำให้เดโมแครต “มีอำนาจต่อรอง” ในการชะลอเกมไปหลัง midterms ได้ และถ้ากฎหมายออกช้าจนพ้นช่วงเปลี่ยนประธานาธิบดี ก็เปิดทางให้ฝ่ายกำกับดูแลของรัฐบาลชุดถัดไปมีบทบาทในการตีความ/ออกกฎรายละเอียดมากขึ้น
กฎหมายนี้คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับ GENIUS Act
ร่างกฎหมาย market structure ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมายใหญ่ถัดไป” หลัง GENIUS Act (กฎหมายสเตเบิลคอยน์) ผ่าน โดย market structure จะวางกรอบใหญ่เรื่อง
- หน่วยงานไหนกำกับอะไร
- การจำแนกสินทรัพย์ดิจิทัล
- กติกาการดำเนินงานในตลาดคริปโตสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ “ฝั่งสภาผู้แทนฯ” เคยเดินหน้าและผ่านร่างที่ถูกเรียกในวงการว่า CLARITY Act ไปแล้ว แต่ “ฝั่งวุฒิสภา” ยังช้ากว่า และคณะกรรมาธิการคาดว่าจะหยิบขึ้นมาพิจารณาในช่วงถัดไป
ด้านบทเรียนจาก GENIUS Act เอง ก็สะท้อนว่า กฎหมายซับซ้อนมักต้องใช้เวลาทำกฎลูกหลายระยะ (multi-year rulemaking/effective dates) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ TD Cowen มองว่า ต่อให้ผ่านในปี 2027 การ “มีผลจริง” ในปี 2029 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในเชิงกระบวนการ
อ้างอิง : theblock.co
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/us-crypto-market-structure-bill-delay
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
