รีเซต

จากอุ้มผางสู่เวทีโลก WHO ยกย่อง “หมอวรวิทย์” แพทย์ชายแดนไทย

จากอุ้มผางสู่เวทีโลก WHO ยกย่อง “หมอวรวิทย์” แพทย์ชายแดนไทย
TNN ช่อง16
21 พฤษภาคม 2569 ( 10:13 )
10

ท่ามกลางแนวภูเขาสูงและถนนคดเคี้ยวกว่าพันโค้งของอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสถานพยาบาล เพราะที่นี่คือ “ประตูสุดท้าย” ของผู้คนจำนวนมากที่ต้องการโอกาสในการมีชีวิตอยู่

ทั้งชาวบ้านในพื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ ผู้พลัดถิ่น และผู้ลี้ภัยจากชายแดนเมียนมา ต่างเคยเดินทางมาที่โรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อขอรับการรักษาในวันที่ชีวิตเปราะบางที่สุด

และตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ คือบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังระบบดูแลสุขภาพชายแดนแห่งนี้

แพทย์ชายแดนผู้เลือก “อยู่ต่อ”

นพ.วรวิทย์ เป็นบัณฑิตแพทย์รุ่นแรกของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเข้าปฏิบัติงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลอุ้มผางตั้งแต่ปี 2534

ในยุคที่แพทย์จำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางกลับเข้าเมืองใหญ่หลังครบกำหนดใช้ทุน เขากลับตัดสินใจอยู่ต่อ และไม่เคยย้ายไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอื่นเลย

โรงพยาบาลอุ้มผางถือเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ การเดินทางจากตัวจังหวัดตากต้องผ่านถนนภูเขาที่เต็มไปด้วยโค้งจำนวนมาก ขณะที่ประชากรในพื้นที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ภาษา และสถานะทางทะเบียน

หลายคนไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ และบางส่วนอยู่ในศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ “งานรักษาพยาบาล” ในอุ้มผาง ไม่ได้จบแค่การตรวจคนไข้ในห้องฉุกเฉิน แต่ยังรวมถึงการแก้ปัญหาสังคม สิทธิมนุษยชน และการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน

จากหมอรักษาคนไข้ สู่ผู้ผลักดันสิทธิสุขภาพ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นพ.วรวิทย์ทำงานควบคู่กันสองด้าน คือการรักษาผู้ป่วย และการผลักดันให้ “คนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้

เขาเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีบทบาทผลักดันเชิงนโยบายให้เกิดการขยายสิทธิรักษาพยาบาลสำหรับคนไร้สัญชาติและแรงงานข้ามชาติบางกลุ่ม ผ่านมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับในช่วงปี 2553 และ 2563

แนวคิดสำคัญที่เขายึดถือมาตลอด คือ “ระบบสุขภาพต้องรับคนก่อนถามเอกสาร”

สำหรับโรงพยาบาลชายแดน ความจริงที่เกิดขึ้นทุกวันคือ ผู้ป่วยจำนวนมากมาถึงโรงพยาบาลในสภาพวิกฤต โดยไม่มีทั้งหลักฐานแสดงตัวตน เงินค่ารักษา หรือสิทธิในระบบประกันสุขภาพ

หากระบบเลือกปฏิเสธตั้งแต่ต้น หลายชีวิตอาจไม่มีโอกาสรอดกลับออกไป

แนวคิด “มนุษยธรรมนำสาธารณสุข” จึงกลายเป็นหัวใจของการทำงานที่อุ้มผาง และต่อมากลายเป็นต้นแบบสำคัญในการพูดถึงความเท่าเทียมทางสุขภาพในพื้นที่ชายแดน

โรงพยาบาลชายแดน กับภาระที่คนภายนอกอาจไม่เห็น

แม้โรงพยาบาลอุ้มผางจะได้รับการยอมรับด้านการทำงานเชิงมนุษยธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงพยาบาลยังต้องเผชิญภาระทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนผู้ป่วยที่อยู่นอกระบบสิทธิรักษาพยาบาล ซึ่งทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่ายา เวชภัณฑ์ และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลอุ้มผางเคยประสบภาวะหนี้สะสมหลักสิบล้านบาท จนต้องเปิดรับบริจาคจากประชาชนเพื่อช่วยพยุงระบบบริการ

กรณีดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของโรงพยาบาลชายแดนทั่วประเทศ ที่ต้องรับภาระดูแลประชากรข้ามพรมแดนจำนวนมาก ขณะที่งบประมาณและกลไกชดเชยจากระบบยังมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม นพ.วรวิทย์และทีมงานพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบบริหารยา การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนค่าไฟ และการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล

หลายโครงการถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร

บริการสุขภาพไร้พรมแดน

อีกบทบาทสำคัญของโรงพยาบาลอุ้มผาง คือการพัฒนาระบบบริการเชิงรุกในพื้นที่ชายแดน

ทีมแพทย์และสาธารณสุขต้องเดินทางเข้าไปตามหมู่บ้านห่างไกลและศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัย เพื่อดูแลโรคสำคัญ เช่น มาลาเรีย วัณโรค สุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ต่อมา โรงพยาบาลยังขยายบริการรักษาโรคเรื้อรังและการฟอกไตให้กับคนไร้สัญชาติบางกลุ่ม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสุขภาพชายแดนไทย

การทำงานลักษณะนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐ และ NGO ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนทรัพยากรในพื้นที่ที่ระบบปกติยังเข้าไม่ถึง

จากอุ้มผางสู่เวที WHO

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 79 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศมอบรางวัล United Arab Emirates Health Foundation Prize ประจำปี 2026 ให้แก่ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์

WHO ระบุว่า เขาเป็นบุคคลต้นแบบด้านมนุษยธรรมและความเท่าเทียมทางสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล โดยผลงานมีส่วนสำคัญต่อเป้าหมาย “Health for All” หรือสุขภาพถ้วนหน้าของโลก

ประกาศดังกล่าวไม่ใช่เพียงการยกย่องแพทย์คนหนึ่ง แต่ยังสะท้อนให้เห็นบทบาทของระบบสาธารณสุขไทยในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องดูแลผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและสถานะทางกฎหมายภายใต้หลักมนุษยธรรม

ตลอดเวลากว่า 30 ปี นพ.วรวิทย์พิสูจน์ให้เห็นว่า งานของแพทย์ชนบทอาจไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงหรือความสะดวกสบาย แต่อยู่ที่การทำให้ผู้คนที่ถูกมองข้าม ยังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

และจากโรงพยาบาลเล็ก ๆ กลางหุบเขาชายแดน เรื่องราวของอุ้มผางวันนี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญของระบบสุขภาพโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง