รีเซต

สธ.เฝ้าระวัง “อีโบลา” เข้ม ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ

สธ.เฝ้าระวัง “อีโบลา” เข้ม ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ
TNN ช่อง16
22 พฤษภาคม 2569 ( 14:55 )
7

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา และยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์รุนแรงในประเทศ แม้ขณะนี้หลายประเทศกำลังติดตามสถานการณ์การระบาดในทวีปแอฟริกาอย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์ไวรัสอีโบลา ล่าสุดพบการระบาดของสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 160 ราย ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569

กระทรวงสาธารณสุขของไทยจึงยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยออกประกาศให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการคัดกรองและควบคุมผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงได้เข้มข้นมากขึ้น

พญ.จุไร อธิบายว่า โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต รวมถึงสัตว์ติดเชื้อ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโรคทางเดินหายใจ เช่น โควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่

ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2–21 วัน โดยอาการสำคัญ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ซึ่งอัตราการเสียชีวิตของโรคอยู่ที่ประมาณ 40–80%

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด มีจุดเลือดออก ภาวะตับถูกทำลาย หรือภาวะไตวาย โดยเกณฑ์สำคัญในการเฝ้าระวังคือ ผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต หรือสัตว์ป่าบางชนิด เช่น ค้างคาว หนู ลิง และสัตว์เท้ากีบจากพื้นที่เสี่ยง ภายใน 21 วันก่อนเริ่มป่วย

โฆษกกรมควบคุมโรค ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ WHO จะประเมินว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดไปยังประเทศอื่นในแอฟริกาอยู่ในระดับสูง แต่โอกาสที่โรคจะแพร่เข้าสู่ไทยยังถือว่าต่ำ เนื่องจากผู้ติดเชื้อมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ อีกทั้งหลายประเทศมีมาตรการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง และประเทศไทยเองก็มีระบบคัดกรองซ้ำเมื่อเดินทางเข้าประเทศ

ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรคยังติดตามสถานการณ์ไวรัสฮันตาอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่พบสายพันธุ์รุนแรงในไทย โดยไวรัสชนิดนี้มักติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลของสัตว์ฟันแทะ ซึ่งประชาชนควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

พญ.จุไร กล่าวว่า ปัจจุบันสายพันธุ์อีโบลาที่มีวัคซีนและยารักษา คือสายพันธุ์ “ซาอี” (Zaire) แต่สายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” ที่กำลังระบาดอยู่ ยังไม่มีวัคซีนโดยตรง และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6–9 เดือนในการพัฒนาวัคซีนเฉพาะสายพันธุ์นี้

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ไทยยังคงมีระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคตามมาตรฐานสากล พร้อมประสานข้อมูลกับองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง