รีเซต

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลไร้ทิศทาง ชี้ 5 คลัสเตอร์อำนาจค้ำเสถียรภาพ “อนุทิน 2”

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลไร้ทิศทาง ชี้ 5 คลัสเตอร์อำนาจค้ำเสถียรภาพ “อนุทิน 2”
TNN ช่อง16
9 เมษายน 2569 ( 11:01 )
9

การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 มีบรรยากาศเข้มข้นทันทีหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงจบ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายตอบโต้ พร้อมตั้งคำถามตรงไปยังสมาชิกรัฐสภาและสังคมว่า หลังฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ประชาชนรู้สึกมีความหวังและมองเห็นอนาคตของตัวเองควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศหรือไม่

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สำหรับตัวเขาเอง คำตอบคือยังไม่เห็นความหวังอย่างชัดเจน และเห็นว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยังไม่สามารถทำให้สังคมมองเห็นทิศทางร่วมกันของประเทศได้ว่า รัฐบาลชุดนี้จะพาประเทศเดินไปทางใด

ผู้นำฝ่ายค้านระบุว่า รัฐบาลชุดนี้อาจเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากไม่นับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เพราะสามารถกุมดุลอำนาจได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระหลายแห่ง แต่เสถียรภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดจากฉันทามติทางนโยบาย หากเกิดจากการจัดวางอำนาจทางการเมืองอย่างลงตัว

ในการอภิปราย นายณัฐพงษ์ใช้คำว่า “5 คลัสเตอร์แห่งกลุ่มอำนาจ” เพื่ออธิบายโครงสร้างที่เขาเห็นว่าเป็นฐานค้ำจุนรัฐบาล มากกว่าจะเป็น 5 คลัสเตอร์การบริหารราชการแผ่นดินตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงไว้ก่อนหน้านั้น

คลัสเตอร์แรกที่นายณัฐพงษ์กล่าวถึง คือกลุ่มมุ้งการเมืองและนักการเมืองที่ย้ายพรรคมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี สส. ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้งเข้ามาในสภาชุดปัจจุบันมากที่สุด เขามองว่าการรวมตัวของกลุ่มอำนาจลักษณะนี้ทำให้คณะรัฐมนตรีมีภาพของการจัดสรรอำนาจตามฐานการเมืองในแต่ละจังหวัดมากกว่าการรวมตัวด้วยอุดมการณ์ร่วม

คลัสเตอร์ที่สอง คือพรรคการเมืองอันดับ 2 ในรัฐบาล ซึ่งนายณัฐพงษ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แทบไม่มีอำนาจต่อรองกับพรรคแกนนำรัฐบาล พร้อมยกเหตุผลว่า แม้พรรคดังกล่าวจะถอนตัวออกจากรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านบางส่วนก็ยังสามารถถูกดึงไปร่วมรัฐบาลแทนได้ ทำให้พรรคอันดับ 2 ไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถกำหนดทิศทางรัฐบาลได้จริง

คลัสเตอร์ที่สาม คือบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กและขนาดกลางอื่น ๆ ซึ่งนายณัฐพงษ์มองว่า เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ช่วยทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 และทำให้พรรคแกนนำสามารถบริหารเกมการเมืองได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ส่วนคลัสเตอร์ที่สี่ เขาพาดพิงถึงสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ โดยมองว่าเป็น “ไพ่สำคัญ” ที่รัฐบาลสามารถหยิบมาใช้ในจังหวะต่าง ๆ ทั้งในเชิงกติกาทางการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญ หรือการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พร้อมยกตัวอย่างกรณีการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. สุพรรณบุรี เขต 2 ว่ายังมีข้อกังขาในสังคม แต่กลับมีการรับรองผลไปแล้ว

คลัสเตอร์ที่ห้า นายณัฐพงษ์ระบุว่า เป็นกลุ่มคนบางกลุ่มที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมทางการเมืองให้คงอยู่ต่อไป และทำหน้าที่เป็นแรงค้ำประกันทางอำนาจให้กับขั้วรัฐบาลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายอัครเดช องค์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วง โดยอ้างข้อบังคับการประชุมว่า ผู้อภิปรายควรอยู่ในประเด็นนโยบายรัฐบาล ไม่ควรขยายความไปยังเรื่องอื่นที่ไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบาย

นายณัฐพงษ์ชี้แจงกลับว่า การอภิปรายสามารถครอบคลุมถึงคุณสมบัติ ความสามารถ และเงื่อนไขทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีได้ ว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่แถลงไว้ให้สำเร็จหรือไม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อความในเอกสารนโยบายเพียงอย่างเดียว

ต่อมา มีการประท้วงซ้ำในประเด็นที่เชื่อมโยงไปถึงการเลือกตั้งและการทำงานของหน่วยงานอื่น โดยประธานในที่ประชุมวินิจฉัยว่า สามารถอภิปรายได้ในกรอบกว้างเท่าที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล แต่ไม่ควรลงลึกจนกลายเป็นการอภิปรายหน่วยงานอื่นโดยตรง จากนั้นได้ขอให้นายณัฐพงษ์ปรับเนื้อหาให้อยู่ในประเด็นการแถลงนโยบาย

ภายหลังได้รับคำวินิจฉัย นายณัฐพงษ์อภิปรายต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีทั้ง 23 ข้อยังไม่สามารถสร้างความหวังให้สังคมได้ เป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่มี “วาระร่วม” ทางการเมืองที่ชัดเจน แต่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอำนาจที่ผลประโยชน์ลงตัว

เขาระบุว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะย้ำหลักการ 3 ข้อ ทั้งการพิทักษ์สถาบันหลักของชาติ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และการยึดหลักนิติธรรม แต่หลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใดก็ต้องยึดถืออยู่แล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการได้ยินมากกว่า คือภายใต้การนำของนายอนุทิน ประเทศจะถูกพาไปในทิศทางใด และอะไรคือเจตจำนงร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างว่า ในคำแถลงนโยบายไม่ปรากฏน้ำหนักที่ชัดเจนต่อประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง จึงตั้งคำถามกลับไปยังพรรคร่วมรัฐบาลว่า จุดยืนทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละพรรคอยู่ตรงไหน เหตุใดจึงไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายของรัฐบาล

ผู้นำฝ่ายค้านยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศในเวลานี้อาจไม่ใช่วิกฤตจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตราคาน้ำมัน ปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือปัญหา PM2.5 แต่เป็น “วิกฤตภายใน” เพราะรัฐไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างเต็มที่ หากแต่เลือกปกป้องคนใกล้ชิดอำนาจก่อน

เขายกตัวอย่างกรณีวิกฤตน้ำมัน โดยตั้งคำถามว่า รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงเช่นนี้ ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงขึ้นจริงหรือไม่ และพร้อมจะใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อกำกับดูแลโครงสร้างพลังงานไม่ให้เอาเปรียบประชาชนหรือไม่

ในประเด็นฝุ่น PM2.5 นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขณะที่อาสาสมัครดับไฟป่าเสียชีวิตต่อเนื่อง และประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ รัฐบาลที่มีอำนาจมั่นคงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้ผ่านสภาโดยเร็ว หากมีความตั้งใจจริงทางการเมือง

เขาย้ำในช่วงท้ายว่า ด้วยอำนาจที่รัฐบาลถืออยู่ในมือ หากต้องการทำเรื่องใดให้สำเร็จ ก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่สังคมยังรอเห็นคือความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยในเวลานี้ต้องการรัฐบาลที่ทำให้สิ่งที่ผิดกลับมาเป็นสิ่งที่ถูก ไม่ใช่ทำให้สิ่งที่ถูกกลายเป็นสิ่งที่ผิด

นายณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า การอภิปรายของ สส. พรรคประชาชนตลอด 2 วันจากนี้ จะเป็นเวทีที่ใช้ชี้ให้เห็นอย่างละเอียดว่า เหตุใดคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จึงยังไม่สามารถตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง