รีเซต

เปิดตัวเลข "GDP 2568" อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? แม้ดีเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน

เปิดตัวเลข "GDP 2568" อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? แม้ดีเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน
TNN ช่อง16
21 กุมภาพันธ์ 2569 ( 09:00 )
27

เปิดตัวเลข "GDP 2568" อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? แม้ดีเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน


ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568 กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของโลก โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ล่าสุดสะท้อนให้เห็นภาพการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละประเทศ ขณะที่ประเทศไทย แม้จะขยายตัวได้ดีกว่าคาด แต่ยังคงอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มอาเซียนเมื่อเทียบอัตราการเติบโต


ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ของประเทศในอาเซียนระบุว่า เวียดนามขยายตัวสูงสุดที่ 8.0% ตามมาด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% กัมพูชา 5.0% สปป.ลาว 4.8% ฟิลิปปินส์ 4.4% และประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 เติบโต 2.4% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไทยยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภูมิภาค


สำหรับประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ภายในเพียง 1% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.0% และมูลค่า GDP ทั้งปีมีขนาดใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่ประเมินไว้กว่า 300,000 ล้านบาท


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า การขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเครื่องชี้วัดหลายตัวเร่งตัวขึ้นพร้อมกัน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะฐานไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ขยายตัวสูงถึง 3.7% ทำให้การเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 ยิ่งสะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้


แรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาส 4 มาจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่กลับมาขยายตัว 13.3% โดยเฉพาะการก่อสร้างภาครัฐที่เพิ่มขึ้นถึง 15.6% การส่งออกสินค้าเติบโต 9.4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า และการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.3% ได้แรงหนุนจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0






ด้านนโยบายการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเติบโตเกินคาดสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในช่วง 73 วันที่ผ่านมา ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่หวังผลระยะยาว กระจายตัวในหลายโครงการ อาทิ คนละครึ่ง พลัส เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการเที่ยวดีมีคืน การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุน


นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้ช่วย “ฟื้นเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มและหลุดพ้นจากไอซียู" และตั้งเป้าให้ปี 2569 เติบโตเกิน 3% หรือ “3% พลัส” แม้กระทรวงการคลังคาดการณ์พื้นฐานไว้ที่ 2% โดยเน้นว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างรวดเร็วและความต่อเนื่องของนโยบายจะเป็นปัจจัยสำคัญ พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุนและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ


ในส่วนของแนวโน้มปี 2569 สศช. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วง 1.5%-2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.65 ล้านล้านบาท และการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 2% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเมืองภายหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 จะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ


เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพรวมอาเซียนในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นดาวเด่นของภูมิภาค การเติบโต 8.0% สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ต่างมีอัตราการเติบโตเหนือ 5% สะท้อนความสามารถในการฟื้นตัวทั้งจากภาคบริการและการค้าโลก


อินโดนีเซียซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ยังคงรักษาการเติบโตเหนือ 5% จากแรงขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนมาเลเซียได้แรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน ขณะที่สิงคโปร์อาศัยบทบาทศูนย์กลางการเงินและการขนส่งในภูมิภาค


ในทางตรงกันข้าม การเติบโตของไทยที่ 2.4% แม้จะสูงกว่าที่คาด แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น การพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระดับสูง ความล่าช้าในการลงทุนภาคเอกชน และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง


อย่างไรก็ตาม มูลค่า GDP ไทยที่ใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่าขนาดเศรษฐกิจยังคงใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน เพียงแต่การเติบโตเชิงอัตราร้อยละยังตามหลังประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว


ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ความท้าทายของไทยในระยะต่อไปคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น ขณะที่การรักษาวินัยการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ภาพรวม GDP อาเซียนปี 2568 จึงสะท้อนการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ประเทศที่ปรับตัวเร็ว ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงเติบโตโดดเด่น ขณะที่ประเทศไทย แม้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวและสร้าง “เซอร์ไพรส์” เชิงบวกในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังต้องเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกด้าน เพื่อไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านและผลักดันการเติบโตให้เข้าใกล้ระดับ 3% ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งความหวังไว้ในปีถัดไป


คำถามสำคัญของปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเท่าใด หากแต่คือประเทศไทยจะสามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันในเวทีอาเซียนได้มากเพียงใด ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง