เปิดตัว MV-75 Cheyenne II เฮลิคอปเตอร์ Tiltrotor แห่งอนาคต บินเร็วและไกลกว่าเดิม 2 เท่า

กองทัพบกสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของสงครามโจมตีทางอากาศ ด้วยการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของเฮลิคอปเตอร์แบบปีกหมุนเอียง (Tiltrotor) รุ่นต่อไปในชื่อ "MV-75 Cheyenne II" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในโครงการอากาศยานโจมตีระยะไกลแห่งอนาคต (FLRAA) ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนฝูงบิน UH-60 Black Hawk ซึ่งเป็นแกนหลักของการบินกองทัพบกมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970
เปิดที่มาของชื่อ MV-75 Cheyenne II
บริษัท เบลล์ เท็กซ์ตรอน (Bell Textron) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ถึงการได้รับชื่อสามัญใหม่นี้ โดยชื่อ "Cheyenne II" ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชนเผ่านอร์เทิร์นเชเยนน์ (Northern Cheyenne) และชนเผ่าเชเยนน์ (Cheyenne) และอาราปาโฮ (Arapaho) ซึ่งสานต่อธรรมเนียมดั้งเดิมของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่มักตั้งชื่อเฮลิคอปเตอร์ตามชื่อชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน เช่น Apache, Black Hawk หรือ Chinook
นอกจากนี้ยังเป็นการสดุดีถึงวิสัยทัศน์อันกล้าหาญของเฮลิคอปเตอร์ AH-56 Cheyenne รุ่นดั้งเดิมในยุค 1960 ที่เคยเป็นโครงการที่มีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเรื่องความเร็วอย่างมากในยุคนั้น
ในส่วนของการกำหนดรหัสรุ่น "MV" หมายถึง โครงสร้างอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งแบบอเนกประสงค์ (Multi-mission Vertical takeoff and landing) ในขณะที่ตัวเลข "75" เป็นการระลึกถึงปี ค.ศ. 1775 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งกองทัพบกสหรัฐฯ
ก้าวกระโดดด้านสมรรถนะ
MV-75 Cheyenne II ได้รับการออกแบบให้บินได้ไกลกว่าเป็นสองเท่า เร็วกว่าเดิมสองเท่าเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์แบบเดิม โดย MV-75 ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องต้นแบบ V-280 Valor ของบริษัท Bell โดยจุดเด่นสำคัญ คือ การเป็นอากาศยานแบบปีกหมุนเอียง (Tiltrotor) ที่ใบพัดสามารถปรับหมุนระหว่างแนวตั้งและแนวนอนได้ ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้สามารถขึ้น-ลงทางดิ่งได้เหมือนเฮลิคอปเตอร์ปกติ แต่เมื่อลอยตัวแล้วจะสามารถบินพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วเทียบเท่าเครื่องบินปีกตรึง
สมรรถนะนี้ทำให้ MV-75 ทำความเร็วในการบินปกติได้ถึง 280 นอต หรือราว 322 ไมล์ต่อชั่วโมง และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 305 นอต หรือราว 351 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk ที่มีความเร็วประมาณ 180 ไมล์ต่อชั่วโมงอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเครื่องยังมีรัศมีปฏิบัติการรบกว้างกว่าเดิมถึงสองเท่า บรรทุกกำลังพลได้สูงสุด 14 นาย พร้อมลูกเรืออีก 4 นาย ทำให้กองทัพสามารถขยายพื้นที่ปฏิบัติการได้กว้างขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาฐานทัพส่วนหน้า
อนาคตของสงครามโจมตีทางอากาศ
กองทัพสหรัฐฯ นั้นเริ่มตระหนักดีว่าข้อจำกัดของ UH-60 Black Hawk อาจมีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้นในสงครามสมัยใหม่ เนื่องจากไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการด้านความเร็วสูงและระยะทางไกล
ในสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญกับระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง และในพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่อย่างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ความเร็วและระยะทางไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็น
MV-75 Cheyenne II จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกโฉมยุทธวิธีทางทหาร โดยเปิดโอกาสให้หน่วยรบสามารถเจาะลึกเข้าไปในดินแดนที่มีการต่อต้านได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดระยะเวลาที่กองกำลังจะถูกเปิดเผยต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู
รวมถึงมีการออกแบบระบบสถาปัตยกรรมที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ (Modular Systems) และพร้อมสำหรับการทำงานร่วมกับระบบโดรนไร้คนขับ (Unmanned Systems) ในอนาคตอีกด้วย
กำหนดการเข้าประจำการ
โครงการอากาศยานโจมตีระยะไกลแห่งอนาคต (FLRAA) นี้คาดว่าจะมีมูลค่าตลอดอายุการใช้งานสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.52 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาแทนที่เฮลิคอปเตอร์ Black Hawk มากกว่า 2,000 ลำ ในทศวรรษต่อ ๆ ไป
โดยกองทัพบกตั้งเป้าหมายสำหรับการส่งมอบการผลิตครั้งแรกในราวปี 2030 และได้ระบุให้ กองพลทหารราบที่ 101 (101st Airborne Division) ที่ฟอร์ตแคมป์เบลล์ จะเป็นหน่วยปฏิบัติการแรกที่ได้รับการบรรจุอากาศยานรุ่นนี้
อย่างไรก็ตาม กองทัพได้พยายามเร่งรัดกรอบเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจเริ่มเห็นการประจำการเบื้องต้น (Initial Operational Fielding) ได้เร็วที่สุดภายในปี 2026
ขณะนี้การทดสอบระบบต่าง ๆ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบภาคพื้นดินของเครื่องยนต์เทอร์โบชาฟต์ AE 1107F จากบริษัท Rolls-Royce และการจัดเตรียมระบบการบินสำคัญโดยบริษัท Collins Aerospace เพื่อเร่งประกอบเครื่องบินทดสอบลำแรกให้สำเร็จ
ด้วยศักยภาพเหนือระดับที่กล่าวมา หาก MV-75 Cheyenne II ทำผลงานได้ตามที่คาดหวัง อากาศยานรุ่นนี้จะไม่ใช่เพียงการมาแทนที่ Black Hawk เท่านั้น แต่จะเป็นการนิยามรูปแบบการทำสงครามโจมตีทางอากาศของกองทัพบกสหรัฐฯ ขึ้นใหม่ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
