สหรัฐฯ คืนชีพปืนใหญ่ยักษ์ ทดสอบหัวรบไฮเปอร์โซนิก หั่นงบมหาศาล

วันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการทดสอบเทคโนโลยีทางทหารระดับสูง ด้วยการใช้ระบบปืนใหญ่ยักษ์ หรือ Heavy Artillery Test System หรือ HATS ยิงทดสอบหัวรบความเร็วเหนือแสงระดับไฮเปอร์โซนิกแบบยิงจริงเป็นครั้งแรก ณ สนามทดสอบยูมา (Yuma Proving Ground) รัฐแอริโซนา
การทดสอบดำเนินการโดยศูนย์บัญชาการพัฒนาขีดความสามารถการรบของกองทัพบกสหรัฐฯ (DEVCOM Armaments Center), ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (Lawrence Livermore National Laboratory: LLNL) และทีมงานประจำสนามทดสอบ โดยการทดสอบจริง เพื่อพิสูจน์แนวคิดการประเมินประสิทธิภาพหัวรบไฮเปอร์โซนิกด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ความน่าสนใจของการทดสอบในครั้งนี้อยู่ที่ตัวแท่นยิงปืนใหญ่ยักษ์ HATS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการปรับปรุงและคืนชีพขึ้นมาจากซากโครงการปืนใหญ่ยักษ์ยุทธศาสตร์ระยะไกล หรือ Strategic Long Range Cannon (SLRC) ที่กองทัพเคยประกาศยกเลิกไป
ก่อนหน้านี้ โครงการ SLRC ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้สามารถยิงกระสุนนำวิถีความแม่นยำสูงแบบขับดันด้วยจรวด ไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 1,000 ไมล์ หรือประมาณ 1,609 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าขีดความสามารถของปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรแบบดั้งเดิมอย่างเทียบไม่ติด แต่ทว่า โครงการกลับถูกรัฐสภาสหรัฐฯ ตัดงบประมาณสนับสนุนในปี 2022 ส่งผลให้โครงการต้องยุติลงไปชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม กองทัพบกสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีดังกล่าวสูญเปล่า โดยเลือกที่จะเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของเครื่องยิงนี้ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มทดสอบราคาประหยัดสำหรับการวิจัยเทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิกแทน
ในการทดสอบทางวิศวกรรมครั้งนี้ ทีมวิจัยไม่ได้ใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบเต็มรูปแบบที่มีราคาแพง แต่เลือกที่จะยิงแพ็กเกจทดสอบพิเศษที่เรียกว่า Integrated Launch Package (ILP) ซึ่งเป็นฝาครอบป้องกันที่ผลิตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อบรรจุหัวรบและอุปกรณ์ทดสอบจำลองไว้ภายใน
โดยความเร็วไฮเปอร์โซนิกนั้นหมายถึงความเร็วที่สูงกว่าระดับความเร็วเสียงถึง 5 เท่าขึ้นไป Mach 5 หรือมากกว่า 3,806 ไมล์ต่อชั่วโมงที่ระดับน้ำทะเล ในระหว่างขั้นตอนการยิง ตัวอุปกรณ์ ILP จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะป้องกันหัวรบจากการถูกทำลายด้วยแรงกดดันและแรงเฉื่อยอันมหาศาลจากการจุดระเบิดในลำกล้องปืนใหญ่ยักษ์ และตัวระบบยังได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ Safe-and-Arm Device เพื่อป้องกันไม่ให้ชนวนระเบิดทำงานจนกว่าจะถึงจุดที่กำหนดในระหว่างการบิน
หลังจากกระสุนพุ่งออกจากลำกล้อง ทีมวิศวกรได้เก็บข้อมูลผ่านระบบโทรมาตร (Telemetry) รวมถึงกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง และอุปกรณ์ตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ตลอดแนวสนามทดสอบ เพื่อบันทึกพฤติกรรมและการตอบสนองของแพ็กเกจทดสอบตั้งแต่เริ่มออกจากปากลำกล้องไปจนถึงวินาทีที่เข้าปะทะเป้าหมาย
วิธีการทดสอบนี้ช่วยให้วิศวกรสามารถแยกประเมินพฤติกรรมของหัวรบในขั้นตอนสุดท้ายของการทำภารกิจได้อย่างละเอียด โดยไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายมหาศาลในการสร้างและยิงขีปนาวุธขับเคลื่อนจริง อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ได้ว่าตัวอุปกรณ์ป้องกัน ILP ที่ได้รับการออกแบบมาพิเศษนี้ สามารถทนทานต่อแรงขับดันอันรุนแรงและมหาศาลจากการยิงด้วยปืนใหญ่ขนาดใหญ่ได้สำเร็จ
กองทัพบกสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลวิเคราะห์ที่ได้จากการยิงปืนใหญ่ทดสอบในครั้งนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิกในอนาคต อีกทั้งยังช่วยลดจำนวนการทดสอบบินขีปนาวุธจริงที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งนี้ รายงานระบุว่าการยิงทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเต็มรูปแบบหนึ่งครั้ง มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงมากกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขึ้นอยู่กับประเภทยานพาหนะและขอบเขตโครงการ)
ดังนั้น การเปลี่ยนมาใช้แนวทางยิงจากปืนใหญ่ดัดแปลงนี้จึงช่วยลดภาระงบประมาณทางทหารได้อย่างมหาศาล แม้ว่าแนวทางนี้จะไม่สามารถทดแทนการทดสอบขีปนาวุธจริงในทุกแง่มุมได้ทั้งหมด แต่กองทัพบกสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่าการใช้ปืนใหญ่ยักษ์ HATS จะกลายเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญควบคู่ไปกับการทดสอบในอุโมงค์ลม การทดลองในห้องปฏิบัติการ การใช้รางเลื่อนจรวด (Rocket Sleds) และการยิงขีปนาวุธจริง เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การพัฒนาอาวุธยุคใหม่ของชาติให้ก้าวหน้าและคุ้มค่าที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
