SpaceX รายได้โต 92% แต่หุ้นร่วงเพราะทุ่มกับ AI มากไป มีธุรกิจเดียวที่ได้กำไร ?

SpaceX เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ถือเป็นการรายงานผลประกอบการครั้งแรกหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทอยู่ที่ 7.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6.93 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ 4.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 0.09 ดอลลาร์ ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะขาดทุน 0.26 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่วนผลขาดทุนสุทธิลดลงจาก 1,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 541 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั้ง 3 ธุรกิจหลักเติบโตเหนือความคาดหมาย
ผลประกอบการของ SpaceX ยังคงขับเคลื่อนด้วย 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจอวกาศ (Space), ธุรกิจการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม (Connectivity) และธุรกิจ AI
- ธุรกิจ Connectivity ซึ่งมี Starlink เป็นผลิตภัณฑ์หลัก ยังคงเป็นแหล่งรายได้และกำไรสำคัญที่สุดของบริษัท สร้างรายได้ 4.29 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.83 พันล้านดอลลาร์ และสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ 1.66 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นธุรกิจเดียวที่ยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง มีดาวเทียมในวงโคจร 1.02 หมื่นดวง
- ธุรกิจ AI มีรายได้ 2.56 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ 2.18 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะยังขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 1.26 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับบริการ AI และ Cloud Computing
- ธุรกิจ Space ซึ่งครอบคลุมการปล่อยจรวด Falcon 9, Starship และภารกิจด้านอวกาศ สร้างรายได้ 962 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 835 ล้านดอลลาร์ แต่ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 542 ล้านดอลลาร์ มีการปล่อยจรวดนับตั้งแต่ต้นปีรวม 78 ครั้ง
Starlink ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดหลักให้กับ SpaceX โดยบริษัทเปิดเผยว่าปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลก 12 ล้านรายเพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสแรกของปี รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) อยู่ที่ 66 ดอลลาร์ต่อเดือน เท่ากับไตรมาสก่อน แต่ลดลงจาก 85 ดอลลาร์ในปีก่อน สะท้อนว่าบริษัทกำลังขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น
Elon Musk ระบุว่า Starlink อาจกลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี หากได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Gwynne Shotwell ประธานบริษัทเชื่อว่าการเติบโตในกลุ่มลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐบาลจะเป็นปัจจัยสำคัญในระยะยาว
แม้รายได้จะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวลมากที่สุดคือการเร่งลงทุนด้าน AI ในไตรมาสนี้ SpaceX ใช้เงินลงทุน (CapEx) สูงถึง 18.37 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 13.22 พันล้านดอลลาร์ จากยอดลงทุนทั้งหมด มีเงินกว่า 15.83 พันล้านดอลลาร์ ถูกใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบ Cloud Computing และฮาร์ดแวร์สำหรับประมวลผล AI
Bret Johnsen ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า การลงทุนด้าน AI ของบริษัทมีระยะเวลาคืนทุนต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งถือว่าให้ผลตอบแทนเร็วมากเมื่อเทียบกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
การระดมทุนจาก IPO ทำให้ฐานะการเงินของ SpaceX แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 93.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 24.7 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรก ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 36.8 พันล้านดอลลาร์ จาก 22 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน แม้จะมีเงินสดจำนวนมาก แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงกังวลว่า หากบริษัทเดินหน้าลงทุนในระดับปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) อาจยังติดลบอีกหลายปี
อีกหนึ่งตัวเลขที่สร้างความสนใจคือ SpaceX ตั้งเป้าสร้าง Annualized Recurring Revenue (ARR) หรือรายได้ประจำต่อปีให้แตะ 100,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 บริษัทเปิดเผยว่าเพียงช่วงต้นไตรมาสปัจจุบันก็สามารถเซ็นสัญญาให้บริการ Cloud Computing เพิ่มได้อีก 6.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน ดีลเข้าซื้อ Anysphere บริษัทผู้พัฒนา Cursor AI มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ยังคงอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
SpaceX เตรียมเปิด Starlink Mobile เต็มรูปแบบในปี 2027
อีกหนึ่งไฮไลต์ของการประกาศผลประกอบการคือความคืบหน้าของบริการ Starlink Mobile ทางบริษัทเปิดเผยว่าได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายหลายราย ได้แก่ SoftBank, NTT DoCoMo และ Spark New Zealand พร้อมตั้งเป้าส่งดาวเทียม Starlink Mobile รุ่น V2 ขึ้นสู่วงโคจรด้วย Starship ก่อนเปิดให้บริการแบบ Standalone ภายในปี 2027
SpaceX ยังเตรียมขยายบริการไปแข่งขันกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง AT&T, Verizon และ T-Mobile โดยตั้งเป้าลดปัญหาพื้นที่อับสัญญาณผ่านการเชื่อมต่อกับดาวเทียมโดยตรง
Nvidia กลายเป็นพันธมิตรหลักด้าน AI
Elon Musk ยืนยันว่า SpaceX จะใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทั้งหมด โดยเลือกใช้สถาปัตยกรรม Vera Rubin ในการสร้างระบบประมวลผลรุ่นใหม่ บริษัทตั้งเป้าจะมีกำลังประมวลผล AI มากกว่า 2 กิกะวัตต์ (GW) ภายในสิ้นปี 2026 และเพิ่มเป็นเกือบ 10 กิกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2027
นอกจากนี้ SpaceX และ Nvidia ยังประกาศความร่วมมือในการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศผ่านโครงการ Starmind AI1ซึ่งจะติดตั้งชิป Rubin GPU และ Vera CPU บนดาวเทียม เพื่อรองรับการประมวลผล AI ในวงโคจร แม้แนวคิดนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีบริษัทใดพิสูจน์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
