CXMT จากบริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก สู่ “มังกรตัวที่ 4” ในอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลก

#ทันหุ้น หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วถามผู้บริหารในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ว่า จีนจะสามารถผลิตชิปหน่วยความจำ DRAM แข่งกับ Samsung, SK Hynix และ Micron ได้หรือไม่ คำตอบของคนส่วนใหญ่คงเป็นคำเดียวว่า...เป็นไปไม่ได้ เพราะธุรกิจหน่วยความจำไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือสนามแข่งขันที่ต้องอาศัยประสบการณ์หลายสิบปี เทคโนโลยีการผลิตระดับสูง และสิทธิบัตรนับหมื่นฉบับที่สะสมกันมาหลายยุคหลายสมัย
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าตลาด DRAM ของโลก ก่อนที่กระแสการลงทุนครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้จะผลักดัน Samsung และ SK Hynix ขึ้นมาแทนที่ ขณะที่ Micron กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงรายเดียวของสหรัฐฯ ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกจึงคุ้นเคยกับผู้ผลิต DRAM เพียง 3 ราย หรือที่เรียกว่า "The Big Three" หลายคนเชื่อว่า คงไม่มีใครสามารถก้าวเข้ามาเปลี่ยนสมดุลนี้ได้อีก
*โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
แต่ในปี 2016 จีนกลับตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ รัฐบาลจีนก่อตั้ง ChangXin Memory Technologies (CXMT) ที่เมืองเหอเฟย พร้อมอัดฉีดเงินลงทุนจากรัฐบาลท้องถิ่นและกองทุน Big Fund ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน จีนต้องมีผู้ผลิต DRAM ของตัวเอง เพราะหน่วยความจำไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล หากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การสร้างบริษัทใหม่ให้แข่งขันกับผู้นำโลกแทบเป็นไปไม่ได้
CXMT จึงเลือกใช้วิธีที่ชาญฉลาดกว่า บริษัทเข้าซื้อสิทธิบัตรและองค์ความรู้จาก Qimonda อดีตผู้ผลิต DRAM ของเยอรมนีที่ล้มละลาย พร้อมดึงวิศวกรจาก Elpida, Samsung และบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่งเข้ามาร่วมทีม แทนที่จะเริ่มต้นจากศูนย์พวกเขาเลือกต่อยอดจากองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว
แต่ความท้าทายครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อสหรัฐฯ เริ่มจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะเครื่องจักร EUV ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตชิปยุคใหม่
*ยกระดับคุณภาพชิป
หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดจบของ CXMTแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม วิศวกรของบริษัทหันไปพัฒนาเทคนิค Multi-patterning ใช้เครื่อง DUV รุ่นเก่าพิมพ์ลายวงจรซ้ำหลายครั้งเพื่อชดเชยข้อจำกัดของ EUV พร้อมลงทุนในเทคโนโลยี Wafer-to-Wafer Hybrid Bonding เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งข้อมูล ลดการใช้พลังงาน และยกระดับคุณภาพของชิปแม้จะยังตามหลังผู้นำโลกอยู่ แต่ช่องว่างทางเทคโนโลยีก็ค่อย ๆ แคบลงอย่างรวดเร็ว
จังหวะเดียวกันนั้น โลกก็เข้าสู่ยุคของ Generative AI ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้ง Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างเร่งโยกกำลังการผลิตไปผลิต HBM (High Bandwidth Memory) เพื่อรองรับความต้องการของ NVIDIA และศูนย์ข้อมูล AI เพราะเป็นตลาดที่ให้กำไรสูงกว่าชิปหน่วยความจำทั่วไปหลายเท่า ผลที่ตามมาคือกำลังการผลิต DRAM และ NAND สำหรับสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหน่วยความจำจึงพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี จนเกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "AI Memory Squeeze"
*โอกาสของ CXMT
วิกฤตของผู้เล่นเดิม กลับกลายเป็นโอกาสของ CXMT บริษัทสามารถขยายกำลังการผลิตในตลาด DRAM ทั่วไป และค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีรายงานว่า Apple กำลังพิจารณาใช้ชิป DRAM จาก CXMT สำหรับอุปกรณ์ที่จำหน่ายภายในประเทศจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและลดแรงกดดันด้านต้นทุน แม้แผนดังกล่าวยังต้องเผชิญแรงต้านจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการควบคุมของสหรัฐฯ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า CXMT ไม่ใช่ผู้เล่นโนเนมอีกต่อไป
วันนี้ บริษัทจีนแห่งนี้กำลังถูกจับตามองจากทั้งโลก และในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ประวัติศาสตร์กำลังจะถูกบันทึกอีกครั้ง เมื่อ CXMT (ChangXin Memory Technologies) มีกำหนดเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หลังจากการระดมทุน IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในเอเชียของปีนี้ นี่อาจไม่ใช่เพียงการเข้าตลาดของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวขึ้นมาของ "มังกรตัวที่ 4" ในอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลก จากยุคที่ญี่ปุ่นเคยครองตลาด สู่ยุคของเกาหลีใต้ และวันนี้...จีนกำลังส่งผู้เล่นของตัวเองขึ้นสู่เวทีโลก
ไม่ว่า CXMT จะสามารถไล่ทัน Samsung, SK Hynix และ Micron ได้เมื่อไร แต่การเข้าตลาดครั้งนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม DRAM ได้เข้าสู่บทใหม่อย่างเป็นทางการ และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามเซมิคอนดักเตอร์โลกในทศวรรษข้างหน้า
คอลัมน์: ลงทุน How to ลงทุน by MFC
โดย ไชยวัฒน์ คมโสภาพงศ์ CFP®
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
