เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index อาจแกว่ง Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,270-1,290 จุด โดยปัจจัยกดดันยังเป็นเรื่องของสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ ซึ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างเตรียมออกมาการทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาษีตอบโต้กันและกัน ซึ่งเป็น Sentiment ลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง ส่วนคืนนี้ต้องติดตามศาลสูงสหรัฐฯที่นัดแถลงมติโดยจับตาว่าจะมีการชี้ขาดอำนาจ “ภาษีทรัมป์” หรือไม่
อย่างไรก็ตามปัจจัยในประเทศยังคาดว่าจะช่วยประคองดัชนีได้ โดยล่าสุดผลประกอบการ 4Q25 กลุ่มธนาคารอย่าง KKP ที่ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะการตั้งสำรองและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดูไม่ได้มีประเด็นให้น่ากังวล โดยหากธนาคารใหญ่ที่จะทยอยประกาศกำไรในช่วง 2 วันนี้ออกมาไม่แย่กว่าคาดเช่นกัน คาดว่าจะช่วยทำให้ตลาดผ่อนคลายมากขึ้นต่อกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยประกาศตามออกมาในระยะถัดไป คาดว่ายังช่วยหนุนหุ้น Domestic Play ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจาก Valuation ที่อยู่ในโซนลึก รวมถึงเริ่มเข้าช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งที่มีลุ้นเกิด Pre-Election Rally และมักจะเป็นช่วงที่ดัชนีให้ผลตอบแทนสุงสุด หุ้นปันผลสูงคาดยังแข็งแรงต่อเนื่องจากธีม Dividend Play ซึ่งจะประกาศพร้อมงบปีในเดือนหน้า
กลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดี
หุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : MTC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 58 บาท
• เราประเมินว่ากำไรสุทธิ 4Q25 จะเดินหน้าทำ New High ได้ต่อเนื่องที่ระดับ 1.75 พันลบ. เติบโตเล็กน้อย q-q และ +14% y-y หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตตามสินเชื่อ ขณะที่ Cost of Fund และ Credit Cost ที่ปรับตัวขึ้นใน 3Q25 คาดว่าจะขยับลงในไตรมาสนี้ ส่งผลให้กำไรปี 2025 คาดจบที่ 6.7 พันลบ. +14% y-y
• ภาพรวมปี 2026 คาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมองสินเชื่อเติบโตในกรอบ 10-15% ขณะที่ Cost of Fund และ Credit Cost รวมถึง NPL คาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลงได้ หนุน Margin ขยายตัวขึ้น ปัจจุบันเราคาดกำไรปี 2026 ที่ 7.7 พันลบ. +14% y-y โดย MTC ยังเป็นหุ้น Growth ที่เราชื่นชอบ
• แนวรับ 29.75-29.50 บาท แนวต้าน 31.25//32 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดหุ้นไทยมีทรงที่ค่อนข้างดี โดยดัชนีฯ สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1281 จุดได้ ซึ่งคาดว่าวันนี้จะยังคงมีความคึกคักต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ที่น่าจะซึมตัวจากความอึมครึมของปัจจัยลบต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เรื่อง "เกาะกรีนแลนด์" และสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้า 10% กับ 8 ชาติยุโรป รวมถึงตลาดกำลังรอติดตามถ้อยแถลงของทรัมป์ในงาน World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ในวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค.) และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: นโยบายหาเสียงเริ่มชัดเจนขึ้น รอรายงานอย่างเป็นทางการจาก กกต. หลังครบกำหนดเส้นตายวันนโยบายแล้ววานนี้ สถานการณ์อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หลายพรรคชูโรงมาด้วยนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพ ปัญหาปากท้องเป็นหลัก ซึ่งนโยบายดังกล่าวมักเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มการเงิน รถไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า
- ทิศทางแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 ใต้แนวคิด "Building Trust, Powering Growth" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันตลาดทุนไทย มุ่งเน้น 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมความยั่งยืน การสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี และการยกระดับองค์กร รวมถึงผลักดันระบบนิเวศให้รองรับการทำ Tokenization และสนับสนุนการออกหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล
- Fund Flow: ปิดวานนี้ (19 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 1,071.75 ล้านบาท (SET+MAI), ส่วนตลาดตราสารหนี้ ขายสุทธิ 5,439 ล้านบาท สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มทยอยไหลเข้าสู่หุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นมาก (Laggard)
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดแข็งค่าขึ้นนำภูมิภาค โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) สืบเนื่องจากความกังวลด้านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในประเด็นเกาะกรีนแลนด์ โดยคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้ที่ 31.15 - 31.35 บาท/ดอลลาร์
- ติดตามหุ้นกลุ่มธนาคารที่จะมีการออกรายงานกำไร 4Q/25 จับตาดูการตั้งสำรอง ซึ่งโดยปกติแล้วไตรมาสสุดท้ายมักจะมีตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสอื่นๆ ) รวมถึงแนวโน้มกำไรจากงาน Analyst Meeting ทั้งนี้ DAOL คาดกำไรหุ้นธนาคาร 7 แห่ง ที่จัดทำบทวิเคราะห์ ไว้ที่ 5.0 หมื่นล้านบาท -2.6%yoy; -18.5%qoq
ปัจจัยต่างประเทศ
- Geopolitics & Trade War: ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีที่ทรัมป์ขู่เก็บภาษีตอบโต้ชาติที่คัดค้านการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ส่งผลให้ราคาทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความกังวล
- ราคาทองคำ: ราคาทองพุ่งเกือบแตะ $4,700 ต่อออนซ์ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ราคาทองคำทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกซบเซาและสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลก
- World Economic Forum (WEF): การประชุมจัดขึ้นที่เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. ตลาดกำลังรอติดตามสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการกล่าวถึงเศรษฐกิจ นโยบายการค้า ตลอดจนประเด็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
- ประเด็นจีน-ไต้หวัน: จีนส่งโดรนทหารรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวันเป็นครั้งแรกเพื่อทดสอบการป้องกันและแสดงท่าทีคุกคามทางการทหารอย่างชัดเจน ขณะที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวันเพื่อตอบโต้การซ้อมรบของจีน ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยกดดันตลาดภูมิเอเชียโดยรวม
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 – 1,280 แนวต้าน 1,290 – 1,300 คาดดัชนีทรงตัวระหว่างรอประเมินผลกระทบหลังสหรัฐเตรียมเก็บเพิ่มภาษีศุลกากรกับ 8 ชาติในกลุ่มยุโรปในกรณีเกาะกรีนส์แลนด์ แนะนำทยอยซื้อกลุ่ม Value & ปันผล เช่น ADVANC,TRUE,CPALL,CPN,GULF,PTT,PTTEP,BH
SCGP* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 21.10 บาท) แนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q68 ดีขึ้น QoQ, YoY จากการบันทึกรายการพิเศษ Negative goodwill ของ MYPAK ขณะที่กำไรปกติดีขึ้น YoY จากฐานที่ต่ำ แต่ยังอ่อนตัว QoQ จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่วน Fajar ยังขาดทุนจากการแข่งขันที่สูง ส่วนปี 69 บริษัทคาดหวัง Fajar จะกลับมากำไร รวมถึงกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพิงตลาดจีน ทั้ง consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 69 ราว 4.5 พันล้านบาท +15%YoY
TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.60 บาท) กำไรสุทธิ 9M68 อยู่ที่ 341 ลบ. -0.4%YoY แม้รายได้จะสามารถ +8.6%YoY และ กำไรขั้นต้น +6.4%YoY แต่มีปัจจัยกดดันฝั่ง SG&A จากการขยายทีมงานขาย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มการดำเนินงานปกติ 4Q68 มีโอกาสที่จะ +YoY +QoQ หนุนจากสภาพอากาศที่มีฝุ่นมาก และ การระบาดของโรคท้องถิ่นที่มาช้า โดย จำนวนเคสไข้หวัดใหญ่ในไทย 4Q68 +401%YoY +93%QoQ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 72 >4,000 ลบ. CAGR 10-15% และเติบโต Double Digit ในปี69 นี้ ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ในปี 69 ที่ระดับ 524 ลบ. PE ที่ 8x และ Dividend Yield ที่ 5%
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
