คนไทย "แก่ก่อนรวย" โดดเดี่ยว และเงินหมดก่อนสิ้นลม เกษียณในยุคนี้เก็บเท่าไหร่ถึงพอ ?

คนไทยแก่ก่อนรวย เงินหมดก่อนสิ้นลม นี่อาจเป็นสภาวะที่คนไทยหลายคนต้องเจอหลังเกษียณ
จากการสำรวจหลายชิ้นที่พบว่า คนไทยทั้งมีเงินเก็บไม่พอ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่คนแก่เยอะ และรายจ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แล้วหากเกษียณอายุในยุคนี้ คนไทยต้องเก็บเงินเท่าไหร่กัน ?
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัวและรวดเร็วคูณทวี จากภาพคนแก่วัยเกษียณที่มีลูกหลานดูแล ตอนนี้สภาพสังคมเปลี่ยนไป กลายเป็นแก่ ไม่มีเงิน และโดดเดี่ยวมากขึ้น
โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสถิติจาก 3 ทศวรรษที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า จำนวนผู้สูงอายุไทยพุ่งสูงขึ้นก้าวกระโดดจาก 5 ล้านคนในปี 2537 สู่ 16.8 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่า โดยกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือกลุ่ม ผู้สูงอายุตอนปลาย หรือกลุ่มคนอายุ 80 ปีขึ้นไป ที่ขยายตัวสูงถึง 4.7 เท่า สะท้อนว่าคนไทยอายุยืนขึ้นมาก
แต่คำถามสำคัญคือเรามีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอสำหรับอายุขัยที่ยืนยาวนี้หรือไม่?
ข้อมูลจาก ฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยผลการศึกษาที่น่าตกใจว่า สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ซึ่งถือเป็นเสาหลักหนึ่งของการออม กว่า 95% มีเงินออมหลังเกษียณต่ำกว่าเกณฑ์ 5 ล้านบาท โดยมีเงินออมเฉลี่ยเพียง 1.5 ล้านบาท เท่านั้น
นอกจากนี้ อัตราการทดแทนรายได้ (Gross replacement rate) ของไทยยังอยู่ที่เพียง 39.6% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่ม OECD ที่กำหนดไว้ที่ 60% อย่างมาก
แล้วทำไมคนไทยถึง “แก่ก่อนรวย” ?
สาเหตุพบว่ามาจากเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่เรียกว่า “เลือกใช้จ่ายในปัจจุบันมากกว่าการออม” โดยสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถึง 69% สะสมเงินต่อเดือนน้อยกว่า 2,500 บาท แม้จะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ได้ออกมากขึ้น
อัตราการออมสะสมและสมทบรวมกันอยู่ที่เพียง 10.5% ของรายได้ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แนะนำไว้ที่ 18.4% ทั้งคนไทยยังมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดย 52% ของเงินในกองทุน PVD ถูกจัดสรรไว้ในสินทรัพย์ประเภท ตราสารหนี้ (Fixed-income) ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ เป็นผลให้เงินออมโตไม่ทันกับภาวะเงินเฟ้อ และรายจ่ายหลังเกษียณ
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยังพูดถึงประเด็นที่กลุ่มคนใกล้เกษียณ หรือ วัย 46-60 ปี ซึ่งมีถึง 39% ของแรงงานนั้น เกือบครึ่งหรือ 41% เป็นแรงงานนอกระบบหรือทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งไม่มีระบบบำนาญภาคบังคับรองรับเหมือนข้าราชการ ทำให้ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง 100%
นอกจากนี้ หากแก่ตัวลง ผู้สูงอายุก็ไม่ได้มีลูกหลานดูแลแบบสมัยก่อนแล้ว แต่เป็นภาพการแก่แบบลำพังมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยของ TDRI ที่ชื่อว่า เกษียณในโลกใบใหม่: เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น ก็ชี้ให้เห็นชัดว่า ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุพุ่งสูงขึ้น
โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เพิ่มขึ้น 4 เท่าใน 30 ปี จากในปี 2537 ที่รายจ่ายรวมเฉลี่ยของผู้สูงอายุอยู่ที่ 1,726 บาทต่อเดือน ขึ้นมาเป็นถึง 7,334 ในปี 2567
และรูปแบบครอบครัวไทยเปลี่ยนจากครอบครัวขยายเป็นครัวเรือนเดี่ยว ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่าตัว จาก 2.5 แสนเป็น 2.2 ล้านคน ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และยังมีค่าใช้จ่ายใหม่ๆ ไม่ว่าจะค่าอินเทอร์เน็ต หรือมือถือที่เพิ่มกว่าสมัยก่อนขึ้นมา
และประเด็นที่ขาดไปไม่ได้คือปัญหาสุขภาพ ที่ล่าสุดรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช และ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิชัย เอกพลากร จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (NHES 7) ว่าผู้สูงอายุกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพอย่างหนัก ซึ่งก็ตามมาด้วยค่ารักษาที่งอกตามมา
ไม่ว่าจะเป็น
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่อัตราป่วยเบาหวานเพิ่มเป็น 20.8% และความดันโลหิตสูงสูงถึง 62.9%
ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 28% หรือประมาณ 4 ล้านคน
ค่าใช้จ่ายแฝง ที่แม้จะมีบัตรทองรักษาฟรี แต่มี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าจ้างผู้ดูแล (ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดในกลุ่มอายุ 80+ จาก 0.6% เป็น 3.4%) ค่าเดินทางไปพบแพทย์ และค่าปรับปรุงบ้าน ซึ่งระบบสวัสดิการยังไปไม่ถึง
เงินที่ต้องเก็บเพื่อเกษียณ ต้องเก็บเท่าไหร่ถึงพอ ?
จริงคำถามนี้ถือว่าเป็นปัจเจกมาก เพราะค่าใช้จ่ายของแต่ละคนถือว่าไม่เท่ากัน แต่จากการศึกษาของ ก.ล.ต. และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกำหนดเงินเกษียณขั้นต่ำพึงมี (Minimum Lump Sum - MLS) ไว้ที่ 5 ล้านบาท
ทว่าในความเป็นจริงคนไทยส่วนใหญ่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ ดังนี้
เบี้ยยังชีพรัฐ: ปัจจุบันให้ 600-1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นได้เพียง 7.9% ของความต้องการจริงเท่านั้น
และในสถานการณ์จำลอง ภายใต้เงินเฟ้อ 2% หากออมเงินในอัตราเฉลี่ยปัจจุบันที่ 4,416 บาทต่อเดือนนั้น
- หากเริ่มออมตอนอายุ 46 ปี จะมีเวลาออม 15 ปี และมีเงิน 742,000 บาท เมื่อถึงอายุ 60 ปี และมีเงินใช้หลังเกษียณเพียง 6.6 ปี
- หรือหากเริ่มออมตอนอายุ 50 ปี จะมีเวลาออมอีก 10 ปี และมีเงิน 530,000 บาท เมื่อถึงอายุ 60 ปี มีเงินจะพอใช้เพียง 5.1 ปี
- หรือหากเริ่มช้าลงไปอีก คือเริ่มออมตอนอายุ 55 ปี จะมีเวลาออมอีก 5 ปี จะสะสมเงินได้ราว 265,000 บาท แต่เงินจะพอใช้เพียงแค่ 2.8 ปี เท่านั้น
ภาพนี้ชี้ชัดว่าหากไม่มีเงินออมก้อนใหญ่สะสมไว้ก่อน หรือไม่มีระบบบำนาญอื่นรองรับ เงินออมมักจะ “หมดลงก่อนลมหายใจ” เนื่องจากคนไทยปัจจุบันมีอายุยืนยาวถึง 80-90 ปี ทั้งทั้งหมดนี่ยังเป็นไปตามเงื่อนไขว่าเกษียณตอนอายุ 60 ปี ไม่ใช่เร็วกว่านั้นด้วย
แล้วอย่างนี้ต้องรับมืออย่างไร ไม่ให้แก่แล้วจน ?
นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐเสนอแนะยุทธศาสตร์สำคัญรื้อและสร้างระบบรองรับใหม่ เพื่อให้คนไทยก้าวพ้นวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบรายได้และบำนาญ ที่ รัฐจำเป็นต้องยกระดับเบี้ยยังชีพให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง และขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึง
การส่งเสริมการเกษียณแบบยืดหยุ่น (Flexible Retirement) ที่สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุและการเพิ่มทักษะ (Reskill/Upskill) เพื่อให้คนวัย 60-65 ปียังมีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลก็พบว่าผู้สูงอายุที่ทำงานจะมีสุขภาพดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน
ไปถึงการออมเชิงรุกผ่าน กอช. เพื่อรับเงินสมทบจากรัฐ และผ่าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยควรปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น ตราสารทุน และเพิ่มอัตราการสะสมเงินให้มากกว่า 5% ต่อเดือน
และการลงทุนในระบบดูแลระยะยาว (Long-term Care) สร้างเครือข่ายดูแลที่บ้านและชุมชนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลจากภายนอก ซึ่งเป็นภาระหนักของกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
