เงินบริจาคมูลนิธิ ใช้ผิดวัตถุประสงค์เข้าข่ายผิดกฎหมายอะไรบ้าง?

เงินบริจาคเป็นทรัพย์สินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความไว้วางใจ โดยมีความคาดหวังว่าจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สนับสนุนค่ารักษาพยาบาล หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส แต่หากมูลนิธิหรือผู้รับผิดชอบนำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมอื่น โอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล หรือใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ ย่อมเกิดประเด็นสำคัญว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แต่ยังครอบคลุมถึงความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตลอดจนกฎหมายแพ่งที่กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการมูลนิธิในการดูแลทรัพย์สิน โดยการพิจารณาความผิดต้องตรวจสอบตั้งแต่เจตนาในการเปิดรับบริจาค เส้นทางการเงิน การอนุมัติเบิกจ่าย และหลักฐานการใช้เงินว่าตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อประชาชนหรือไม่
กฎหมายกำหนดชัด เงินมูลนิธิต้องใช้ตามวัตถุประสงค์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 กำหนดว่า มูลนิธิเป็นทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะเพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ โดยไม่มีเป้าหมายในการนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน
บทบัญญัติดังกล่าวยังระบุหลักการสำคัญว่า การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิต้องดำเนินไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ กรมสรรพากร
หมายความว่า หากมูลนิธิเปิดรับบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เงินดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เพื่อดำเนินโครงการตามที่ระบุไว้ การนำเงินไปใช้จ่ายเรื่องส่วนตัวของผู้บริหาร หรือโอนไปให้บุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุผลเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมูลนิธิ อาจเป็นพฤติการณ์ที่ต้องตรวจสอบตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ ค่าดำเนินโครงการ หรือค่าใช้จ่ายด้านบริหารจัดการ ไม่ถือเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ หากเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น มีหลักฐานรองรับ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และเงื่อนไขการรับบริจาค
ใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์
หนึ่งในข้อกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ว่าด้วยความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งใช้กับกรณีผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์สินนั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต
มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำนักงานกิจการยุติธรรม
ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารมูลนิธิได้รับมอบหมายให้ดูแลบัญชีเงินบริจาค แต่กลับโอนเงินบางส่วนไปใช้ชำระหนี้ส่วนตัว ซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคล หรือส่งต่อให้บุคคลอื่นโดยทุจริต หากตรวจสอบพบว่ามีองค์ประกอบครบตามกฎหมาย ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้
ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ว่าผู้กระทำมีสิทธิครอบครองหรือจัดการเงินดังกล่าวในฐานะใด และมีเจตนาเบียดบังเงินเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นหรือไม่
การพบเพียงรายการโอนเงินออกจากบัญชีมูลนิธิ จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ หากไม่ตรวจสอบผู้รับเงิน วัตถุประสงค์ของการโอน และเอกสารประกอบการเบิกจ่าย
เปิดรับบริจาคโดยหลอกลวง อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
อีกข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 ว่าด้วยความผิดฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน
สำหรับมาตรา 341 กำหนดความผิดในกรณีผู้มีเจตนาทุจริต หลอกลวงบุคคลอื่นด้วยข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้ง จนทำให้ผู้ถูกหลอกส่งมอบทรัพย์สิน
ส่วนมาตรา 343 เป็นกรณีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยมีการหลอกลวงประชาชน ซึ่งมีโทษตามวรรคแรก จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากมีการประกาศรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ผู้จัดตั้งโครงการมีเจตนาตั้งแต่ต้นว่าจะนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และใช้ข้อมูลเท็จชักชวนประชาชนให้โอนเงิน พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
แต่หากการเปิดรับบริจาคเกิดขึ้นโดยสุจริต มีการดำเนินโครงการจริง และภายหลังเกิดข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการเงิน จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไปว่ามีการหลอกลวงตั้งแต่เริ่มต้นหรือมีพฤติการณ์ทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง
ดังนั้น การใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบการหลอกลวงและเจตนาทุจริตประกอบด้วย
โอนเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนบุคคล ผิดกฎหมายหรือไม่
อีกประเด็นที่มักถูกตั้งคำถามคือ หากเงินบริจาคไม่ได้อยู่ในบัญชีของมูลนิธิ แต่ถูกโอนไปยังบัญชีของกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด จะถือว่าเป็นการกระทำผิดหรือไม่
ในทางกฎหมาย การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลไม่ได้ทำให้เกิดความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกโดยอัตโนมัติ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ถือครองเงินหรือไม่ มีเหตุผลในการรับโอนอย่างไร และเงินถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ตัวอย่างเช่น หากมูลนิธิโอนเงินให้เจ้าหน้าที่เพื่อสำรองจ่ายค่าจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย และมีใบเสร็จรับเงินพร้อมหลักฐานการส่งมอบสิ่งของครบถ้วน ย่อมแตกต่างจากกรณีโอนเงินให้บุคคลโดยไม่มีเอกสารประกอบ และไม่สามารถชี้แจงได้ว่าเงินถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมูลนิธิอย่างไร
ในกรณีที่ผู้รับเงินนำทรัพย์สินไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต อาจต้องพิจารณาความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ขณะที่หากพบว่ามีการใช้ข้อมูลเท็จหลอกลวงประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น อาจต้องพิจารณาความผิดฐานฉ้อโกงเพิ่มเติม
กรรมการมูลนิธิอาจถูกถอดถอน หากบริหารเงินผิดวัตถุประสงค์
นอกจากความรับผิดทางอาญาแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 129 ยังกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการบริหารงานมูลนิธิไว้ด้วย
หากกรรมการมูลนิธิดำเนินกิจการผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ หรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการรายบุคคลได้
หากเป็นการกระทำของคณะกรรมการทั้งคณะ หรือคณะกรรมการไม่ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์โดยไม่มีเหตุสมควร กฎหมายยังเปิดช่องให้ร้องขอต่อศาลเพื่อถอดถอนกรรมการทั้งคณะได้เช่นกัน 136
มาตรการดังกล่าวเป็นกลไกกำกับดูแลมูลนิธิ โดยไม่จำเป็นต้องสรุปว่าการบริหารผิดพลาดทุกกรณีเป็นความผิดอาญา
ตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาค ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง
การพิจารณาว่ามูลนิธินำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ จำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารทางการเงินและข้อเท็จจริงประกอบกัน โดยเฉพาะข้อความประชาสัมพันธ์ที่ใช้เปิดรับบริจาค รายการเดินบัญชีธนาคาร เอกสารอนุมัติเบิกจ่าย ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนหลักฐานการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้รับประโยชน์
หากพบว่าการเปิดรับบริจาคระบุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง แต่การเบิกจ่ายเป็นอีกอย่างหนึ่ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้บริจาคได้รับแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวอย่างไร
ผู้บริจาคที่สงสัยความผิดปกติสามารถรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ประกาศรับบริจาค และข้อความที่เกี่ยวข้อง เพื่อร้องเรียนต่อนายทะเบียนมูลนิธิหรือแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้
เงินบริจาคเป็นเรื่องความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงความไว้วางใจ
การบริหารเงินบริจาคของมูลนิธิจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ทั้งการกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน การอนุมัติรายจ่าย และการจัดทำหลักฐานทางบัญชี เพื่อให้สามารถชี้แจงต่อผู้บริจาคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
โดยเฉพาะในยุคที่การเปิดรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก การเปิดเผยข้อมูลโครงการและการรายงานผลการใช้เงินอย่างครบถ้วนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และลดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินขององค์กร
ท้ายที่สุด การใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์และหลักฐานเป็นสำคัญ เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มีองค์ประกอบแตกต่างกัน และไม่อาจวินิจฉัยได้จากการโอนเงินหรือใช้เงินผิดประเภทเพียงอย่างเดียว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
