TrueID

หมอเฉลิมชัย ชี้โควิดสายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน" น่าห่วงจัดให้อยู่ในกลุ่มรุนแรงสูงสุด

หมอเฉลิมชัย ชี้โควิดสายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน" น่าห่วงจัดให้อยู่ในกลุ่มรุนแรงสูงสุด
TNN ช่อง16
28 พฤศจิกายน 2564 ( 14:52 )
23
หมอเฉลิมชัย ชี้โควิดสายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน" น่าห่วงจัดให้อยู่ในกลุ่มรุนแรงสูงสุด

วันนี้ (28พ.ย.64) นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่าน blockdit ส่วนตัว “ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย” ระบุว่า น่ากังวลมาก !! ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวล่าสุด โอไมครอน เปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่งหนามมากกว่าเดลต้า 3.5 เท่า องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มรุนแรงสูงสุดแล้ว

ขณะนี้องค์การอนามัยโลกได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้ไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ B.1.1.529 ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้ เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงสูงสุด หรือ กลุ่มน่ากังวล (VOC : Variant of Concern) และ ตรวจพบว่ามีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งหนามมากถึง 32 ตำแหน่ง ในขณะที่ไวรัสสายพันธุ์เดลตา กลายพันธุ์ที่ส่วนหนามเพียง 9 ตำแหน่ง ทำให้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนมีการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมที่ตำแหน่งหนามมากกว่าเดลตาถึง 3.5 เท่า

รายละเอียดที่ควรสนใจเกี่ยวกับไวรัส "โอไมครอน" ตัวนี้ ประกอบด้วย

1. ไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 ซึ่งก่อโรคโควิด-19 เป็นไวรัสที่กลายพันธุ์ได้ง่ายเป็นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นสารพันธุกรรมเดี่ยว อาร์เอ็นเอ (RNA)

2. ในช่วงสองปีที่ผ่านมา พบว่า มีไวรัสกลายพันธุ์ไปแล้ว มากกว่า 1,000 สายพันธุ์หลักและสายพันธุ์ย่อย

3. ไวรัสมีสารพันธุกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ประมาณ 30,000 ตำแหน่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงตำแหน่งเดียว ก็เรียกว่าเป็นไวรัสกลายพันธุ์ได้แล้ว

4. องค์การอนามัยโลกได้จัดกลุ่มไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ เรียงตามลำดับความรุนแรง ได้แก่

4.1 ไวรัสที่น่ากังวล (VOC) ประกอบด้วย สายพันธุ์อัลฟา หรือ อังกฤษเดิม , สายพันธุ์เบตา หรือ แอฟริกาใต้เดิม , สายพันธุ์แกมมา หรือ บราซิลเดิม , สายพันธุ์เดลตา หรือ อินเดียเดิม และได้ประกาศสายพันธุ์ที่ 5 คือ โอไมครอน ของแอฟริกาใต้

4.2 ไวรัสที่ต้องให้ความสนใจ (VOI : Variant of Interest) มีสองสายพันธุ์ ได้แก่ แลมป์ดา และ มิว

4.3 ไวรัสที่ควรติดตาม (VUM : Variant Under Monitoring) มีทั้งหมด 7 ตัว

5. การจัดกลุ่มไวรัสดังกล่าวใช้องค์ประกอบ ดังนี้

5.1 สารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไวรัสเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเด็นของ

5.1.1 การแพร่ระบาดที่กว้างขวางรวดเร็วมากขึ้น

5.1.2 ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น

5.1.3 ความสามารถในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันหรือวัคซีนมีมากขึ้น

5.2 มีการแพร่ระบาดในชุมชน หรือเกิดเป็นคลัสเตอร์ในหลากหลายประเทศ

6. ไวรัสโอไมครอน มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมมากที่สุด เท่าที่เคยมีการกลายพันธุ์มาคือมากกว่า 50 ตำแหน่ง และที่สำคัญคือเปลี่ยนแปลงในส่วนหนามซึ่งใช้ในการก่อโรคในมนุษย์ มากถึง 32 ตำแหน่ง

เมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งหนามเพียง 9 ตำแหน่ง ทำให้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนมีการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมที่ตำแหน่งหนาม มากกว่าไวรัสเดลตาถึง 3.5 เท่า

7.ไวรัสโอไมครอนพบเป็นครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ตามด้วยประเทศบอตสวานา และอีกหลายประเทศในแอฟริกาใต้ เช่น นามิเบีย ซิมบับเว เลโซโท เอสวาตีนี มาลาวี อังโกลา โมซัมบิก และ แซมเบีย

8. ขณะนี้มีการแพร่ระบาดออกไปนอกทวีปแอฟริกาใต้แล้ว ได้แก่ ในทวีปยุโรปคือ อังกฤษพบผู้ป่วยสองราย เป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากแอฟริกาใต้ และเบลเยี่ยม ฮ่องกงพบ 1 ราย ก็เดินทางกลับมาจากแอฟริกาใต้เช่นกัน นอกจากนั้นยังพบในประเทศอิสราเอลด้วย การตรวจพบผู้ติดเชื้อนั้น ส่วนใหญ่จะตรวจพบจากการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และมีการกักตัว

10.เหตุที่ในประเทศแอฟริกาใต้ มีการกลายพันธุ์ของไวรัสบ่อยครั้ง เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนได้จำนวนน้อย จึงมีการระบาดของโรคมาก และไวรัสเพิ่มจำนวนบ่อย จึงกลายพันธุ์ได้มากกว่า

11.ขณะนี้ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศให้ 10 ประเทศในแอฟริกาห้ามเดินทางเข้าอังกฤษ และคนอังกฤษที่มาจากประเทศดังกล่าวจะถูกกักตัวอย่างน้อย 10 วัน เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์

12.ส่วนของประเทศไทย ได้ประกาศห้ามพลเมืองจาก 8 ประเทศในแอฟริกา เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564 และคนไทยที่เดินทางมาจาก 8 ประเทศดังกล่าว จะต้องถูกกักตัว 14 วัน

สำหรับ "โอไมครอน" โควิดสายพันธุ์ใหม่ omicron บี.1.1.529 จำเป็นต้องเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งติดตามรายงานการศึกษาซึ่งจะมีเพิ่มเติมว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน จะมีการแพร่ระบาดที่รวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตามากน้อยอย่างไร รวมทั้งมีอาการโรคที่จะรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ประการสำคัญที่สุดคือ จะดื้อต่อวัคซีนหรือไม่

ถ้าโชคดี การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งส่วนหนามของไวรัสดังกล่าว ทำให้ติดเชื้อแพร่ระบาดน้อยลง มีอาการรุนแรงน้อยลง และวัคซีนป้องกันได้ ก็จะโล่งอกกันไป

แต่ถ้าโชคไม่ดี การกลายพันธุ์ในส่วนหนามครั้งนี้ ทำให้มีการแพร่ระบาดรวดเร็วมากขึ้น อาการของโรครุนแรงและเสียชีวิตสูง และดื้อต่อวัคซีนด้วยแล้ว

ก็จะเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหม่อีกระลอกหนึ่งทั่วโลก ซึ่งจะกระทบกับประเทศต่าง ๆ อย่างรุนแรง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ

"แม้จะมีบางบริษัทออกมาประกาศว่า สามารถที่จะผลิตพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ เพื่อรองรับโอไมครอนได้ใน 6 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ว่าจะทำได้รวดเร็วภายในเวลาดังกล่าว


ข้อมูลจาก  นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย)

ภาพจาก AFP / (ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย)


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง