รีเซต

BGRIM มากกว่าขายไฟ ปั้นสมาร์ทกริด 15 ประเทศ

BGRIM มากกว่าขายไฟ ปั้นสมาร์ทกริด 15 ประเทศ
ทันหุ้น
7 กรกฎาคม 2569 ( 02:30 )

นายนพเดช  กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ปัจจุบัน BGRIM มีพอร์ตการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าครอบคลุม 15 ประเทศทั่วโลก ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้าและโครงการพลังงานร่วมทุน โดยการลงทุนในแต่ละประเทศมีบริบทแตกต่างกันทั้งด้านนโยบายภาครัฐ ภูมิประเทศ และโครงสร้างเศรษฐกิจ

ทำให้บริษัทต้องบริหารจัดการด้านพลังงานภายใต้แนวคิด Energy Security เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้มีเสถียรภาพ รองรับโครงสร้างพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid Energy Mix) ครอบคลุมทั้งพลังงานฟอสซิล โรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรีทั้งนี้ ระบบดังกล่าวยังถูกออกแบบเพื่อรองรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าแห่งอนาคต อาทิ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม ครอบคลุมทั้งไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ชีวมวล (Biomass) และก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อเพิ่มความหลากหลายของแหล่งเชื้อเพลิง (Fuel Diversification) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นกรอบสำคัญของการลงทุนทุกโครงการ ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero

ล่าสุดบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ฟิวเจอร์ โซลูชั่น จำกัด (BGPFS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท อรุณา เอ็กซ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (ARUNA X) ในสัดส่วน 51% จากบริษัท นีโอ ไพรม์ เพาเวอร์ ทู จำกัด (NEO Prime Power 2) มูลค่ารวมทั้งสิ้น 510,000 บาท โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนของ BGPFS

เบื้องต้น การจัดตั้ง บริษัทย่อยใหม่นี้ มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนเพิ่มเติมทั้งประเภท Solar Farm และ Wind Farm ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) ที่เตรียมจะประกาศในเร็วๆ นี้

@แนวโน้มต้นทุนลด

ต่อกรณีที่ต้นทุนพลังงานโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ  และราคาก๊าซธรรมชาติ ที่มีแนวโน้มลดลง นายนพเดช ระบุ เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติ ถือเป็นปัจจัยหนุนโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เนื่องจากโรงไฟฟ้า SPP ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วนถึง 70% และพลังงานทดแทนในสัดส่วน 30% ขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

@การใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป

               แหล่งข่าวในวงอุตสาหกรรม กล่าวแสดงทรรศะ ต่อกรณีที่กลุ่ม OPEC+ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ตกลงที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง หลังจากการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ว่า ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวตามปัจจัยอุปสงค์และอุปทาน (Demand-Supply) โดยได้รับแรงหนุนจากประเทศที่มีการบริโภคพลังงานสูง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งยังคงมีความต้องการใช้พลังงานในภาคเศรษฐกิจจริงอย่างต่อเนื่อง

               ทั้งนี้ ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงยังขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างอุปสงค์จากผู้บริโภคและอุปทานจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาพลังงานในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตามพฤติกรรมการใช้พลังงานในโลกเปลี่ยนแปลงไป หลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย – ยุเครน  และสหรัฐอเมริกา – อิหร่าน  ประชากรโลกเริ่มตระหนักถึงความผันผวนที่ไม่สามารถควบคุมได้  จึงเริ่มหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น

               สะท้อนจากการเปลี่ยนยานพาหนะจากเครื่องยนต์สันดาป มาเป็นเครื่องยนต์ไฮบริด  หรือยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามน้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักที่มีเสถียนภาพ และมีความจำเป็นกับโรงงานขนาดใหญ่  โรงปิโตรเคมี ดังนั้นจึงควรปรับพฤติกรรม กระจายความเสี่ยงทางด้านพลังงาน รองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง