รีเซต

รายได้ทรงค่าใช้จ่ายเพิ่ม กดดัน 1.2 ล้านครัวเรือนเสี่ยงเงินช็อต

รายได้ทรงค่าใช้จ่ายเพิ่ม กดดัน 1.2 ล้านครัวเรือนเสี่ยงเงินช็อต
TNN ช่อง16
19 ตุลาคม 2569 ( 16:07 )

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยที่กำลังลดลง อาจไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีฐานะทางการเงินดีขึ้น เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อเศรษฐกิจจะลดลง แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังต้องเผชิญกับภาระหนี้สูง รายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทันค่าครองชีพ และเงินสดที่เหลือไม่เพียงพอรองรับเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และมีความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น ทั้งราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ KResearch ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 84% ณ สิ้นปีนี้จาก 86.8% ในสิ้นปีก่อนเนื่องจากยอดหนี้ครัวเรือนเติบโตช้ากว่าจีดีพีในรูปตัวเงิน

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 2 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 85.2% จาก 86% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่หากดูยอดหนี้ที่แท้จริง ยังมีหนี้ครัวเรือนคงค้างประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นั่นหมายความว่า หนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไป แต่กำลังขยายตัวในอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ และหากพิจารณาหนี้เทียบกับรายได้พึงจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา หนี้ยังมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1.5 เท่าของรายได้ แม้ลดลงจากช่วงโควิด-19 ที่อยู่ประมาณ 1.6 เท่า แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19ระหว่างปี 2017-2019 ที่เฉลี่ยประมาณ 1.4 เท่า ภาพนี้จึงสะท้อนว่า ภาระหนี้ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อกำลังซื้อของคนไทย และทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถเพิ่มการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ใหม่ได้ แม้จะมีความจำเป็นก็ตาม

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวล คือการฟื้นตัวของสินเชื่อไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โดยมีลักษณะคล้ายการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือสินเชื่อบางกลุ่มยังเติบโต ขณะที่สินเชื่ออีกหลายประเภทกลับหดตัว ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อไม่มีหลักประกันบางประเภท

ส่วนครัวเรือนที่ยังเข้าถึงสินเชื่อได้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีภาระหนี้เดิมไม่สูง หรือมีสินทรัพย์ใช้เป็นหลักประกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งยังมีการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านมือสองและอาคารชุด รวมถึงใช้สินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

ในทางกลับกัน ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีหนี้สูงเมื่อเทียบกับรายได้ กำลังเผชิญข้อจำกัดในการขอสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินสูงอย่างบ้านและรถยนต์ สะท้อนว่าความสามารถในการก่อหนี้ของคนไทยยังฟื้นตัวไม่พร้อมกันแต่ประเด็นที่น่าห่วงยิ่งกว่า คือความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่องที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน หรือ SES ปี2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนไทยที่มีหนี้คงค้างมีประมาณ 10.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 42.1% ของครัวเรือนทั้งหมด ในจำนวนนี้ประมาณ 9.9 ล้านครัวเรือนมีภาระชำระหนี้โดยครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มีสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR เฉลี่ย 26.3% และประมาณ 15.3% มีภาระชำระหนี้สูงกว่า 40% ของรายได้

หากเจาะลงไปในกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน พบว่ามีภาระชำระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 40.1% ของรายได้ และในกลุ่มนี้ยังมีครัวเรือนถึง 23.4% ที่ต้องนำรายได้มากกว่า 40% ไปจ่ายหนี้

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ หากครัวเรือนมีรายได้เดือนละ 10,000 บาท และมีภาระชำระหนี้ในสัดส่วนเฉลี่ย 40.1% ก็จะต้องนำเงินประมาณ 4,010 บาทไปชำระหนี้ เหลือเงินประมาณ 5,990 บาท สำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ทั้งหมด

เมื่อเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับหนี้ ความสามารถในการรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดก็ยิ่งลดลง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ก็อาจต้องใช้เงินออม กู้ยืมเพิ่มเติม หรือตัดลดรายจ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ความเปราะบางนี้ยังเห็นได้จากตัวเลข Cash Margin หรือส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายที่เป็นตัวเงิน โดยพบว่า 23.8% ของครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้ มีเงินสดรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เป็นตัวเงิน หรืออยู่ในภาวะเงินสดติดลบเมื่อแยกตามระดับรายได้ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดยังคงเป็นครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งมีสัดส่วนเงินสดติดลบสูงถึง 48.8% ขณะที่กลุ่มรายได้มากกว่า 15,000 บาทถึง 30,000 บาท อยู่ที่ 25% และกลุ่มรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 7.1%

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรายได้น้อย เพราะแม้แต่ครัวเรือนรายได้ปานกลางก็อาจเผชิญปัญหาได้ หากมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ขณะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงจำลองสถานการณ์ว่า หากรายจ่ายที่เป็นตัวเงินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10% โดยรายได้และปัจจัยอื่นยังคงเดิม สัดส่วนครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้และมีเงินสดติดลบ จะเพิ่มจาก 23.8% เป็น 36% หรืออาจมีครัวเรือนเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือน ที่เปลี่ยนจากภาวะเงินสดยังเพียงพอ ไปสู่ภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายรับ

ที่สำคัญ ประมาณ 73% ของครัวเรือนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือราว 880,000 ครัวเรือน เป็นกลุ่มที่มีรายได้ 15,000 ถึง 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มรายได้ปานกลางที่อาจมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายประจำหลายด้าน ทำให้มีเงินเหลือรองรับเหตุฉุกเฉินไม่มากนัก

และหากรายจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% ผลการจำลองพบว่า อาจมีครัวเรือนเพิ่มเติมถึงประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือนที่เผชิญภาวะเงินสดติดลบ ตัวเลขนี้เป็นเพียงผลจากการจำลองสถานการณ์ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่ารายจ่ายจะเพิ่มขึ้นจริง แต่สะท้อนให้เห็นว่า หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของครัวเรือนอาจขยายวงได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น แม้การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมาอยู่ที่ 84% ในสิ้นปี 2569 จะเป็นสัญญาณที่ดีในภาพรวม แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนได้คลี่คลายแล้ว เพราะการเติบโตของหนี้ที่ช้าลงส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดในการกู้ยืม ไม่ใช่เพราะครัวเรือนมีรายได้หรือกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การทำให้ยอดหนี้ลดลง แต่ต้องทำให้รายได้ของประชาชนฟื้นตัว มีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ รวมถึงมีสภาพคล่องเพียงพอรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวเลขหนี้ที่ลดลงอาจเป็นเพียงสัญญาณที่ดีบนภาพรวมเศรษฐกิจ แต่สำหรับครัวเรือนที่ยังต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน และมีภาระหนี้กินสัดส่วนรายได้จำนวนมาก การฟื้นตัวที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงินเพียงพอสำหรับใช้ชีวิต ชำระหนี้ และรับมือกับความเสี่ยงในวันข้างหน้า

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง