รายได้โตไม่ทันรายจ่าย หนี้ครัวเรือนท่วมสูง กระทบเศรษฐกิจไทยยังไง คนไทยยังไหวหรือเปล่า ?

รู้สึกไหมว่า รายได้เพิ่มขึ้นไม่เท่าไหร่ แต่รายจ่ายนี่สิ เพิ่มมากกว่า ? แต่รายจ่ายที่มี ปัจจุบันคนไทยก็นิยมซื้อก่อน ผ่อนจ่ายทีหลัง มีหนี้ติดตัว หนี้ครัวเรือนสูง จน IMF ยังเตือน
จริงๆ แล้ว 10 กว่าปีที่ผ่านมา รายได้ขยับน้อยกว่ารายจ่ายแค่ไหน และนี่ส่งไปผลไปถึงหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจไทยอย่างไร ?
รายจ่ายเพิ่มสูง แต่รายได้ขยับเพิ่มนิดเดียว นี่คือเรื่องจริงไหม หรือรู้สึกกันไปเอง ? สถิติย้อนหลัง 13 ปี จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จะพบความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางการเงินตลอดช่วงปี 2556 ถึง 2569 พบว่า รายจ่ายเพิ่มมากกว่ารายได้จริง
โดยรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจาก 25,194 บาท ในปี 2556 เป็น 28,308 บาท ในปี 2568-2569 หรือโตขึ้นเพียง +12.4% หรือคิดเป็น +3,114 บาท
ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน พุ่งขึ้นจาก 19,061 บาท ปี 2556 เป็น 22,420 บาท (ปี 2568-2569) หรือพุ่งสูงถึง +17.6% หรือ +3,359 บาท
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของคนไทยขยายตัวเร็วกว่ารายได้ถึง 1.4 เท่า โดยตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ครัวเรือนไทยต้องบอบช้ำจาก พายุวิกฤตเศรษฐกิจ 6 ระลอกใหญ่
ได้แก่
ปี 2558 กับ ภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรลดลง -5.8% ฉุดรายได้เกษตรกรหดตัว -8.8%
ปี 2562 (สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน): กดดันภาคส่งออก
ปี 2563–2564 (วิกฤตโควิด-19): เศรษฐกิจปี 2563 หดตัวรุนแรง -6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี
ปี 2566 (วิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพพุ่ง): ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดันเงินเฟ้อปี 2565 สูงถึง 6.08% สูงสุดในรอบ 24 ปี
ปี 2568 (ปัจจัยภายนอกและภัยธรรมชาติ): แรงกดดันภาษีทรัมป์ แผ่นดินไหว และความขัดแย้งชายแดน
ปี 2569 วิกฤตฮอร์มุซและภัยพิบัติน้ำท่วม) ตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ร่วมกับน้ำท่วมซ้ำเติมในหลายพื้นที่
โดยสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างอาหาร และเครื่องดื่มนี้เอง ก็ถือว่าราคาเพิ่มขึ้นมาก โดยเพิ่มถึงเกือบ 3% ภายใน 8 เดือน อาจจะสมมติให้เห็นภาพได้ว่า จากเดิมที่จ่ายค่าอาหารวันละ 150 บาท ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 170 บาท นี่จะทำให้รายจ่ายหมวดอาหารเพิ่มขึ้นทันที 600 บาทต่อเดือน
และหากรวมแค่รายจ่ายที่จำเป็นคือ ค่าหาร, ค่าที่อยู่อาศัย และค่าเดินทางแล้ว ผลสำรวจของสถิติแห่งชาติชี้ว่า รวมกันสูงถึง 16,603 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 74% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทั้งหมดของคนไทยด้วย
รายจ่ายเพิ่มขนาดนี้แล้ว แล้วรายได้คนไทยในตลาดแรงงานโตแค่ไหน ?
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า รายได้แรงงานรวมในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.8%
จำลองให้เห็นภาพคือ หากพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท จะมีรายจ่าย 3 อย่าง เช่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และผ่อนชำระหนี้รวม 17,500 บาท จะเหลือเงินสด 2,500 บาท แต่หากค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 บาทต่อเดือน โดยเงินเดือนยังเท่าเดิม เงินคงเหลือสุทธิจะลดลงเหลือเพียง 1,500 บาท หรือ เงินออมหายไปถึง 40%
และนอกจากเงินเดือนจะเพิ่มทีละนิดแล้ว สัญญาณอัตราการว่างงานก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยแตะ 1.2% ในเดือนสิงหาคม ถือว่าสูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่ว่างงานเยาวชนพุ่งสูง 6.9% มีผู้ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์ เพิ่มขึ้น +7.4% แตะ 8.2 ล้านคน สะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ
ทั้งน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนนั้น ยังคาดว่าจะกระทบแรงงานถึง 1.69 ล้านคนเลยด้วย
แล้วการรายได้โตช้ากว่ารายจ่าย ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนอย่างไร ?
อาจชี้ให้เห็นภาพได้ว่า หากค่าครองชีพพุ่ง เงินเดือนเติบโตต่ำ สิ่งที่ส่งผลตามมาคือ ภาวะส่วนต่างเงินสด (Cash Margin) ติดลบ และอาจเกิดการกู้ยืมพยุงชีพ / หมุนหนี้เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สินได้
ผลสำรวจ SES โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า 23% ของครัวเรือนที่มีหนี้ ตกอยู่ในภาวะส่วนต่างเงินสดติดลบ (Negative Cash Margin) โดยกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน ประสบภาวะเงินสดติดลบสูงถึง 48.8% และมีภาระชำระหนี้เฉลี่ย 40.1% ของรายได้
วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้ หนี้สินครัวเรือนไทยปี 2569 พุ่งสูง โดยผลสำรวจของ ม.หอการค้าพบว่า หนี้คนไทยเฉลี่ยถึง 794,945.49 บาทต่อครัวเรือนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2552 ทั้งยังพบว่าคนไทยเริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุเพียง 30 ปี และกลุ่มวัยเกษียณยังคงต้องแบกภาระหนี้เฉลี่ย เกิน 300,000 บาท
โครงสร้างประเภทหนี้ อันดับ 1 คือ หนี้บัตรเครดิต (55.1%), สินเชื่อส่วนบุคคล (45.8%) และสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) เติบโตขึ้นก้าวกระโดดแตะ 14.2% โดย ธปท. ระบุว่าบัญชี BNPL พุ่งจาก 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 สู่ 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568
การกู้เงินเพื่อหมุนหนี้และประคองชีพ: 12.1% ของหนี้ส่วนบุคคลเป็นการ "กู้เงินใหม่ไปชำระหนี้เดิม" และครัวเรือนไทย มากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ
แล้วลูกหนี้ในไทย อยู่ในเกณฑ์ไหนกันบ้าง ?
ข้อมูลการวิเคราะห์ลูกหนี้ในระบบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จำแนกสัดส่วนลูกหนี้ออกเป็น 6 กลุ่มสถานะ
ลูกหนี้การเงินดี (Healthy) 25% จำนวน 4.7 ล้านคน ที่มีชำระปกติและมีศักยภาพผ่อนชำระ
หนี้สินเริ่มเกินศักยภาพ (Over Leverage) 20% หรือ 3.8 ล้านคน ชำระปกติแต่เริ่มมีภาระเกินกำลัง
เริ่มสุ่มเสี่ยง (At Risk): 13% 2.4 ล้านคน ที่เสี่ยงเป็นหนี้เรื้อรังแต่พอผ่อนไหว
สุ่มเสี่ยง เดือนชนเดือน (Constrained / At Risk): 25% หรือ 4.8 ล้านคน ที่ เสี่ยงเป็นหนี้เรื้อรัง ภาระเกินศักยภาพ
หนี้เสียไม่ก่อรายได้ (NPL): 1% (0.3 ล้านคน) – เป็น NPL อย่างน้อย 1 สัญญา
หนี้เสียและเกินศักยภาพ (Constrained NPL): 16% (3.1 ล้านคน) – เป็น NPL และภาระหนี้เกินศักยภาพ
สรุปได้ว่า 38% ของคนไทยเป็นหนี้ในระบบ ยอดหนี้เฉลี่ยคนละ 540,000 บาท แต่ลูกหนี้ 3 ใน 4 หรือ 75% กำลังประสบปัญหาหนี้สินเกินกำลัง สุ่มเสี่ยงเรื้อรัง หรือเป็น NPL
แม้ว่าตัวเลขไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ยอดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส ซึ่งเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ SCB EIC กลับชี้ว่า สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลงเป็นเพียงภาพลวงตาเชิงตัวเลข เพราะว่าหนี้เหล่านี้น้อยลงไม่ได้เกิดจากประชาชนที่มีรายได้เพิ่มจนนำเงินไปชำระหนี้จริงได้ แต่ยอดยอดหนี้เติบโตช้าลงเพราะธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธและเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อรายย่อย
ยอดหนี้ครัวเรือนไทยยังมีขนาดสูงถึง 1.5 เท่าของรายได้พึงจับจ่ายใช้สอย และไทยยังคงครองอันดับ หนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EMDS) และสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก
จากการเป็นเจ้าภาพการประชุมโอลิมปิกทางการเงิน IMF-World Bank Group ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รายงานของ IMF ที่ออกมานั้นยังระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่สูง จะไปขัดขวางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต เพราะดูดซับรายได้ไปชำระหนี้และดอกเบี้ย จนประชาชนไม่มีเงินเหลือลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานและการศึกษา
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็เตือนว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพระยะยาวที่ระดับ 2.7% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้
ดังนั้น แค่เงินเดือนเท่าเดิม แต่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงปัญหาการเงินส่วนบุคคล เงินเดือนชนเดือนของเราเท่านั้น แต่เรียกได้ว่า เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ส่งผ่านจากรายจ่ายประจำวัน เข้าสู่วิกฤตหนี้สินครัวเรือนเรื้อรังที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการยกระดับรายได้แรงงานจริง (Real Wage Growth) การกำกับดูแลต้นทุนค่าครองชีพในหมวดจำเป็นพื้นฐาน (อาหาร พลังงาน เดินทาง) ควบคู่กับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างตรงจุด เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตสภาพคล่องระยะสั้นลุกลามกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
