"ประกันสัตว์เลี้ยง" ตอบโจทย์ทาสน้องหมา-แมว

ตลาดสัตว์เลี้ยงเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากแนวโน้มที่คนแต่งงานและมีลูกน้อยลง การเลี้ยงสัตว์จึงเป็นอีกส่วนที่ช่วย “เติมเต็ม” ความหมายของคำว่าครอบครัวได้ สำหรับประเทศไทย แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนสุนัขและแมวมีเจ้าของที่เพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านตัวในปี 2022 2565 เป็น 7.3 ล้านตัวในปี 2026 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.6 ต่อปี (CAGR) สวนทางกับจำนวนเด็กเกิดในไทย ปี 2025 ที่มีเพียง 416,517 คน ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างครอบครัวและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีกำลังซื้อหลัก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของวิจัยกรุงศรี (2026) ที่พบว่าราวครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสด (SINK) หรือกลุ่มที่แต่งงานแล้วและไม่มีลูก (DINK) ในวัย 24-44 ปี “ไม่ต้องการมีลูก” รวมถึงผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ซึ่งพบว่าร้อยละ 49 ของกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 24-41 ปี ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก (Pet parents) ชี้ให้เห็นว่า สัตว์เลี้ยงถูกยกสถานะให้กลายเป็น “ลูก” หรือสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เสมือนมนุษย์ (Pet Humanization)
แนวคิดการยกระดับสถานะสัตว์เลี้ยงให้เป็นเสมือน “ลูก” หรือ “สมาชิกในครอบครัว” (Pet Humanization) ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนผ่านความต้องการสินค้าและบริการระดับพรีเมียมที่มุ่งส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Pet Longevity)
อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงบางส่วนอาจไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยร้ายแรงของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ “ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” เข้ามามีบทบาทสนับสนุนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประกันสัตว์เลี้ยง ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า หรือ “บัตรเครดิตและสินเชื่อ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว
โดยวิจัยกรุงศรีระบุว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและบทบาทที่ต่างกัน 1) ประกันสัตว์เลี้ยง เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยงคล้ายกับประกันสุขภาพของมนุษย์ โดยผู้ให้บริการมักนำเสนอแผนความคุ้มครองหลายระดับ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วงเงินคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกัน จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และช่วยเพิ่มโอกาสให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อแผนการเงินเดิม
2) บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยมีทั้งบัตรเครดิตที่ออกแบบสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ และบัตรเครดิตทั่วไปที่รองรับการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งอาจมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลด คะแนนสะสมพิเศษ หรือความคุ้มครองเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
3) สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นทางเลือกสำหรับจัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาจอยู่ในรูปสินเชื่อเฉพาะที่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลสัตว์โดยตรง หรือสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่ผู้กู้สามารถเลือกชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า บริการ หรือค่ารักษาพยาบาล ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงใน สหรัฐฯ จีน และไทย ต่างมีแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้แตกต่างกันตามบริบทของตลาด โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนให้เจ้าของสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นเสมือนสมาชิกของครอบครัวได้อย่างเหมาะสมตลอดช่วงชีวิต
โดยวิจัยกรุงศรี ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงของแต่ละประเทศไว้ในบทความ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง: เมื่อความรักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง” โดย "ชณัฐฐา ธาระรส" นักวิจัยกรุงศรี
พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะที่จีนและไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินส่งผลให้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน
ทั้งนี้จะขอเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ “ประกันสัตว์เลี้ยง” โดยกรณี “สหรัฐฯ” ประกันสัตว์เลี้ยงเป็นแนวทางการจัดการค่ารักษาสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2568 เบี้ยประกันรับสุทธิ (Net Premiums) มีมูลค่ารวม 3,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปี 2024 และมีอัตราการเติบโตในระดับเลขสองหลักเช่นนี้ทุกปีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 อย่างไรก็ตาม ในปี 2024 มีสัตว์เลี้ยงเพียงร้อยละ 3.9 ที่อยู่ในระบบประกัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดประกันสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต
ในสหรัฐฯ มีแผนการคุ้มครองหลัก 2 ประเภท คือ (1) คุ้มครองค่ารักษาจากอุบัติเหตุเท่านั้น และ (2) คุ้มครองทั้งอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย นอกจากนี้ แผนการคุ้มครองและเบี้ยประกันรายเดือนจะแตกต่างกันไปตามรายละเอียด เช่น วงเงินคุ้มครองรายปี (Annual Coverage Limit) อัตราส่วนร่วมจ่ายของบริษัทประกันที่เจ้าของจะได้รับคืน (Reimbursement level) ซึ่งมีตั้งแต่ระหว่างร้อยละ 70-90 และค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่เจ้าของต้องชำระเอง (Deductible) ซึ่งอยู่ที่ราว 100-250 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ อัตราเบี้ยประกันยังขึ้นอยู่กับประเภทสัตว์เลี้ยง สายพันธุ์ อายุ และเพศของสัตว์เลี้ยงด้วย และมักมีระยะเวลารอคอย (Waiting period) ที่บริษัทยังไม่คุ้มครองราว 14 วันแรกสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป
นอกจากนี้ ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลมี 2 รูปแบบ คือ (1) ระบบที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องสำรองจ่ายก่อนแล้วจึงเบิกจากบริษัทประกันภายหลัง (Reimbursement Policy) และ (2) ระบบจ่ายตรง (Direct Payment) ที่บริษัทประกันจะเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานพยาบาลสัตว์และชำระค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง แต่จำกัดเฉพาะสถานพยาบาลสัตว์ที่เข้าร่วมกับบริษัทประกันเท่านั้น
สำหรับใน “ประเทศจีน” รูปแบบประกันสัตว์เลี้ยงในจีนมี 3 ประเภท ได้แก่ (1) ประกันสุขภาพ (2) ประกันภัยความรับผิดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง (Pet Liabilities Insurance) ที่จะชดเชยค่าเสียหายอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงให้แก่บุคคลภายนอก และ (3) แบบผสม (Pet Comprehensive Insurance) ที่คุ้มครองทั้งเรื่องสุขภาพและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากสัตว์เลี้ยง แต่มีข้อจำกัดที่ให้ความคุ้มครองแก่สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขหรือแมวเท่านั้น ทั้งนี้ จีนยังไม่มีมาตรฐานกลางเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและระบบยืนยันตัวตนของสัตว์เลี้ยง จึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดประกันสัตว์เลี้ยงคล้ายคลึงกับไทย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 Ant Group บริษัทด้านการเงินและเทคโนโลยีในเครือ Alibaba Group ได้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับลายพิมพ์จมูก (Nose Print) ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งคล้ายลายนิ้วมือของมนุษย์ที่เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลและใช้ระบุตัวตนได้ โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 99 จึงช่วยให้ยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการปลอมแปลงข้อมูลหรือสวมสิทธิ์การเคลมประกัน บริษัทได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาให้บริการประกันสัตว์เลี้ยงบนแพลตฟอร์ม Alipay โดยร่วมมือกับบริษัทประกันภัยพันธมิตร เช่น บริษัท Ping An Insurance และ บริษัท ZhongAn Online
นอกจากนี้ บริษัทประกันในจีนยังลดความเสี่ยงจากการที่สถานพยาบาลบางแห่งตั้งอัตราค่ารักษาเกินจริง ด้วยการกำหนดอัตราส่วนร่วมจ่ายของบริษัทประกันที่ร้อยละ 60-70 สำหรับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ สูงกว่าในสถานพยาบาลทั่วไป ที่ร้อยละ 40 เพื่อจูงใจให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเลือกใช้บริการกับสถานพยาบาลในเครือข่ายที่บริษัทประกันสามารถตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายได้
ขณะที่ “ไทย” รูปแบบการคุ้มครองของประกันสัตว์เลี้ยงในไทยของผู้ให้บริการแต่ละรายมีรายละเอียดต่างกัน แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) คุ้มครองเฉพาะค่ารักษาจากอุบัติเหตุและความเสียหายต่อบุคคลภายนอก โดยเบี้ยประกันมักต่ำกว่า 1,000 บาทต่อปี และ (2) คุ้มครองทั้งอุบัติเหตุ ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก และค่ารักษาจากการเจ็บป่วย โดยมีเบี้ยประกันตั้งแต่ 2,000-13,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ เจ้าของต้องสำรองจ่ายค่ารักษาก่อนแล้วจึงเบิกจากบริษัทประกันภายหลังโดยไม่มีระบบจ่ายตรง
เบี้ยประกันสัตว์เลี้ยงในไทยจะขึ้นอยู่กับวงเงินคุ้มครองรวมเป็นหลัก ไม่ได้แยกตามอายุหรือสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงเหมือนกับในสหรัฐฯ นอกจากนี้ หากประกันเป็นแบบ Copayment อัตราร่วมจ่ายจะอยู่ที่ราวร้อยละ 50 และการสมัครประกันจะใช้รูปถ่ายของสัตว์เลี้ยงเพื่อระบุตัวตนเท่านั้น ไม่ได้บังคับให้สัตว์เลี้ยงต้องฝังไมโครชิป อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันบางรายมีส่วนลดเบี้ยประกันสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ฝังไมโครชิป ซึ่งนอกจากจะช่วยจูงใจให้เจ้าของดำเนินการระบุตัวตนสัตว์เลี้ยง ยังช่วยให้บริษัทยืนยันตัวตนของสัตว์เลี้ยงได้แม่นยำมากขึ้น
สำหรับเงื่อนไขการสมัครและการเคลมประกันสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และจีน ต้องทำผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ในไทยทำได้ทั้งผ่านระบบออนไลน์ และระบบตัวตัวแทน
ส่วนประเภทสัตว์เลี้ยงที่จะทำประกัน ในสหรัฐฯ รับทำประกันทั้งสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Exotic โดยส่วนใหญ่ไม่จำกัดอายุของสัตว์เลี้ยง ขณะที่จีน และไทย รับทำประกันเฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้น โดยจีนจำกัดอายุที่ 10 ปี สำหรับประกันสัตว์เลี้ยงในไทยมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดมากกว่า เช่น สัตว์เลี้ยงต้องอายุไม่เกิน 7-8 ปี สุขภาพแข็งแรง มีเอกสารการตรวจสุขภาพและสำเนาใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงมีระยะเวลารอคอยที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง 60-90 วันหลังเริ่มทำประกัน มากกว่าจีนที่มีระยะเวลารอคอย 30 วัน และในสหรัฐฯ กำหนดระยะเวลาราว 14 วันแรก
นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนเพื่อสมัคร ส่วนใหญ่ไม่บังคับให้ต้องมีเอกสารยืนยันตัวตนหรือฝังชิป โดยในสหรัฐฯ การเคลมจะอ้างอิงจากประวัติการรักษาเท่านั้น ขณะที่ในจีน กำหนดให้ยืนยันตัวตนด้วยลายพิมพ์จมูก (Alipay) และไทยให้ยืนยันตัวตนด้วยรูปถ่าย
สำหรับมุมมองวิจัยกรุงศรีต่อประกันสัตว์เลี้ยงของไทย มีความเห็นว่า ประเทศไทยยังขาดทั้งการรวบรวมฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เข้าถึงได้ง่าย การกำหนดมาตรฐานอัตราค่ารักษาสัตว์เลี้ยง และระบบการยืนยันตัวตนที่เป็นมาตรฐาน ทำให้บริษัทประกันขาดข้อมูลสำหรับการกำหนดค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสม
อีกทั้งยังมีช่องโหว่ โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลตัวตนหรือประวัติการรักษาเพื่อให้ได้รับการชดเชยจากประกันได้ ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีข้อบัญญัติให้สุนัขและแมวได้รับการฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียน โดยบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2027 แต่ยังไม่ครอบคลุมสัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทประกันจำเป็นต้องตั้งเบี้ยประกันสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง ในขณะที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องเผชิญกับค่าเบี้ยประกันสูงเมื่อเทียบกับการคุ้มครองที่ได้รับ ดังนั้นเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ บริษัทประกันอาจพิจารณา (1) พัฒนาหรือนำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงมาใช้ โดยเฉพาะการตรวจจับลายพิมพ์จมูก (Nose print)
(2) ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยตรง เพื่อเป็นช่องทางรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสัตว์เลี้ยงและอัตราค่าบริการที่เป็นมาตรฐานเพื่อออกแบบแผนประกันที่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้า และเป็นโอกาสให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบจ่ายตรงในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการใช้บริการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ โดยอาจจูงใจให้ผู้เลี้ยงมาใช้บริการในสถานพยาบาลพันธมิตรที่มีอัตราค่าบริการเป็นมาตรฐานด้วยการให้สิทธิเบิกจ่ายในอัตราที่สูงกว่าเช่นเดียวกับบริษัทประกันในจีน
และ (3) เพิ่มบริการแพทย์ทางไกล (Televet) ในการคุ้มครองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของและช่วยลดการใช้บริการที่สถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยไม่จำเป็นเช่นเดียวกับในสหรัฐฯ
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานอัตราค่ารักษาสัตว์และพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์เลี้ยงส่วนกลาง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน “กลุ่มประกันภัย” อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยตอบโจทย์เจ้าของสัตว์เลี้ยงจัดการความเสี่ยงทางการเงินตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ นอกจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และบัตรเครดิตที่ช่วยสนับสนุนให้สัตวเลี้ยงได้รับการดูแลที่ดีที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
