รีเซต

ไทยเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว “ภัยแล้ง-น้ำท่วม”

ไทยเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว “ภัยแล้ง-น้ำท่วม”
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 10:24 )

โลกได้ก้าวเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2029 และคาดว่าปรากฏการณ์ในครั้งนี้จะทวีความรุนแรงถึงระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) จนอาจจัดว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) โดยครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 

สะท้อนจากค่าดัชนี Relative Oceanic Niño Index (RONI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวเส้นศูนย์สูตร ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เพิ่มสูงขึ้นมาแตะระดับ 0.5°C ซึ่งเป็นจุดชี้การเปลี่ยนผ่านจากภาวะปกติ (Neutral Phase) เข้าสู่ภาวะเอลนีโญ และคาดว่าจะทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2026 

ทั้งนี้ "ชัยวัช โซวเจริญสุข" นักวิเคราะห์อาวุโส วิจัยกรุงศรีได้วิเคราะห์สถานการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญกับความเสี่ยงภัยแล้งและน้ำท่วมแบบสุดขั้วในปี 2026-2027” โดยคาดการณ์ภาวะเอลนีโญไว้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

กรณีเบา (Mild case): ดัชนี RONI เร่งตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ในภาวะเอลนีโญระดับปานกลาง (Moderate El Niño) ในไตรมาส 3 ของปี 2026 และปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ในช่วงต้นไตรมาส 4 แต่ไม่เกินระดับ 1.6°C 

จากนั้นดัชนีจะเริ่มปรับตัวเย็นลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป จนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในเดือนพฤษภาคม 2570 แล้วทยอยปรับลดลงต่อเนื่องเข้าสู่ภาวะเป็นกลางค่อนไปทางลานีญา (Neutral- หรือ Neutral leaning La Niña) ตลอดไตรมาส 3-4 ของปี 2027 

กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) ซึ่งใช้เป็นกรณีฐาน (Base case scenario): ในกรณีนี้ ดัชนี RONI จะปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 และเร่งเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2026 ซึ่งใกล้เคียงกับเอลนีโญระดับรุนแรงมากที่ผ่านมา (ปี 1992 และปี 2015) 

จากนั้นดัชนีจะเริ่มทยอยปรับลดลงจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2027 ก่อนจะลดระดับลงต่อเนื่องเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2027 ไปจนถึงสิ้นปี 2027 

กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ Above Historical High): ดัชนี RONI มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 แล้วไต่ระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) ในเดือนกันยายน และเร่งตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดใหม่ (New High) ในเดือนพฤศจิกายน 2029 หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกรณี “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) 

จากนั้นดัชนีจะ “พลิกกลับ” ทิศทางอย่างรวดเร็ว โดยลดตัวลงต่อเนื่องอย่างฉับพลันจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2027 ก่อนจะลดต่ำลงกลายเป็นภาวะลานีญาระดับอ่อนในเดือนมิถุนายน และลดลงสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลางตลอดไตรมาส 3-4 ของปี 2027

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า แม้การเปลี่ยนแปลงจากภาวะ “ลานีญา” เป็นภาวะ “เอลนีโญ” แบบเต็มตัวในปี 2026 จะค่อนข้าง "ฉับพลัน" แต่ในปีถัดมาหรือปี 2027 สภาพภูมิอากาศโลกมีโอกาสที่จะแปรปรวนสูงมากขึ้นไปอีก โดยสำหรับประเทศไทยแล้ว เราอาจต้องเผชิญกับ “ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก” แล้วลดระดับลงไปและกลับกลายเป็น “ภาวะลานีญาระดับปานกลาง” ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีปฏิทิน 

โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ค่าดัชนี RONI จะยังคงบ่งชี้ภาวะเอลนีโญ ประเทศไทยจึงอาจยังคงเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี ดัชนีฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีดังกล่าวบวกกับอิทธิพลของมรสุม ร่องมรสุม และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยเป็นประจำทุกปี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย “พลิกกลับ” มาเผชิญกับความเสี่ยงต่ออุทกภัยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 



ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้คาดการณ์ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ ภายใต้ความเสี่ยง 2 ประเภท ดังนี้

1 ความเสี่ยงภัยแล้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 เนื่องจาก 1) อุณหภูมิสูงขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2026 จนถึงกลางปี 2027 อิทธิพลของภาวะเอลนีโญจะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนประจำปีของไทย ระหว่างครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2027 โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดจะแตะระดับ 40-43°C ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ “อากาศร้อนจัด” นอกจากนี้ปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูร้อนยังมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับปกติราวร้อยละ 30-40 อีกด้วย

2) ปริมาณน้ำใช้การได้ในบางภูมิภาคอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบวิกฤตภัยแล้งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ที่เป็นช่วงฤดูร้อนประจำปี สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาเพียงแหล่งน้ำตามธรรมชาติ 

โดยหากประเมินความเสี่ยงรายภูมิภาค พบว่าภาคตะวันออกมีความเสี่ยงสูงสุด และคาดว่าปริมาณน้ำจะลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่สูงมากจากทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกและภาคกลางที่ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากมีความต้องการน้ำจากภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการใช้น้ำในภาคเกษตร 


2. ความเสี่ยงอุทกภัยที่เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 เนื่องจากปัจจัยต่อไปนี้ 1) จำนวนพายุที่จะเข้าไทย คาดว่าในปี 2027 จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างน้อย 2-3 ลูก ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ซึ่งจะนำพามวลน้ำฝนเข้ามามากกว่าปกติในช่วงครึ่งหลังของปี โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งตามปกติแล้ว พายุหมุนเขตร้อนสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม และบางครั้งอาจมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่พายุมีโอกาสเกิดมากและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบ่อยที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54 ของโอกาสการเกิดพายุทั้งหมด อิทธิพลของพายุในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะฝนตกหนัก นำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้

2) ปริมาณน้ำฝน ผลกระทบจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาจะส่งผลให้ปริมาณฝนในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายของปี 2027 สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย 

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า แม้ปริมาณน้ำฝนรวมตลอดทั้งปี 2027 อาจจะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยราวร้อยละ 0.5-3.5 หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 1,447-1,491 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลังที่ 1,499 มิลลิเมตรก็ตาม เนื่องจากในช่วงต้นปีสภาพภูมิอากาศจะยังได้รับอิทธิพลจากภาวะเอลนีโญอยู่ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะลานีญา 

ทว่าปริมาณฝนที่ตกหนักและเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับความเสียหายจากอุทกภัยทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

3) พื้นที่ฝนตกนอกเขื่อน แม้พื้นที่กักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่จะยังคงมีขีดความสามารถในการรองรับมวลน้ำได้อีกมาก สะท้อนจากอัตราส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่ยังคงใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะการตกของฝนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 

กล่าวคือ ฝนมักตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่ในช่วงเวลาสั้นๆ หรือที่เรียกกันว่า “ระเบิดฝน” (Rain bomb)และมักอยู่นอกเหนือเขตพื้นที่รับน้ำหรือกักเก็บน้ำของเขื่อน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากอุทกภัยมีมากขึ้น

นอกจากปัจจัยหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจเข้ามาเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในปี 2027 ให้สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นบริเวณอ่าวไทย หรือปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจัยสมทบเหล่านี้จะยิ่งทวีความเสี่ยงและเพิ่มความเสียหายจากอุทกภัย เนื่องจากเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ล่าช้า


สำหรับผลกระทบของภัยธรรมชาติต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมนั้น วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ผลกระทบของภัยแล้งต่อ GDP ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เกิดภาวะเอลนีโญ ปริมาณน้ำที่สามารถใช้ได้ และช่วงเวลาเพาะปลูก โดยในเบื้องต้นวิจัยกรุงศรีได้ประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2026-2027 ออกเป็น 3 กรณี 

กรณีเบา (Mild case) จากภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 19.9 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.11 ของ GDP และจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเป็น 105.8 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.54 ของ GDP ในปี 2027 

กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño ซึ่งเป็นกรณีฐาน) จากปรากฏการณ์เกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 25.1 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.13 ของ GDP และความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 110.0 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.56 ของ GDP ในปี 2027

กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) เป็นการเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ โดยจะสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 31.9 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.17 ของ GDP และจะสร้างความเสียหายกว่า 113.2 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.57 ของ GDP ในปี 2027 


สำหรับผลกระทบของอุทกภัยต่อ GDP วิจัยกรุงศรีระบุว่า ขนาดความเสียหายจากอุทกภัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ (1) ปริมาณน้ำฝนและการบริหารจัดการน้ำ (2) พื้นที่ที่เกิดอุทกภัย และ (3) ตำแหน่งที่ตั้งหน่วยเศรษฐกิจ (ครัวเรือน โรงงาน อาคารเชิงพาณิชย์ พื้นที่เกษตร และชนิดของพืช) 

ดังนั้น หากพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยอยู่ในบริเวณที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูง เช่น เป็นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือย่านธุรกิจ แหล่งพื้นที่เกษตรที่สำคัญ หรือเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ได้รับความเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งทำให้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้ประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งปี 2026-2027 ภายใต้การจำลองสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์ตามสมมติฐานการเกิดเอลนีโญในตอนต้นและประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนี้

กรณีเบา (Mild case) แม้อิทธิพลของเอลนีโญระดับรุนแรงจะทำให้ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2026ลดลง แต่ยังทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยราว 3.7 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 13.6 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.07 ของ GDP อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2027 มีแนวโน้มลดลง โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบราว 4.1 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 12.1 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.06 ของ GDP

กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากอาจทำให้ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2026 ลดลงจากค่าเฉลี่ยกว่าร้อยละ 11-12 แต่ยังทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมราว 3.1 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 10.4 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.06 ของ GDP 

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2027 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากในฉากทัศน์นี้ จะเกิดภาวะลานีญาระดับอ่อนในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยอยู่ที่ราว 5.2 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 17.1 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.09 ของ GDP

กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) ในกรณีนี้ ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2026 จะลดลงจากค่าเฉลี่ยกว่าร้อยละ 13-14 เป็นกรณีที่เกิดความเสียหายจากน้ำท่วมในปีนี้น้อยที่สุด โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมเพียงราว 2.8 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 8.2 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.04 ของ GDP 

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2027 มีแนวโน้มสูงกว่ากรณีอื่น เนื่องจากในฉากทัศน์นี้ จะเกิดภาวะลานีญาระดับปานกลางในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมที่ราว 6.4 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 23.3 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.12 ของ GDP


เมื่อรวมผลกระทบของทั้งภัยแล้งและอุทกภัยเข้าด้วยกันใน 3 ฉากทัศน์ จะสามารถประเมินความเสียหายตลอดห่วงโซ่อุปทานที่จะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้ ดังนี้ 

กรณีเบา (Mild case) ผลจากภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง และอุทกภัยระดับเบาจากฝนตกตามฤดูกาลในปี 2026 ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 33.5 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.18 ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในปี 2027 ภาวะเอลนีโญที่ลดลงและกลับมาสู่สภาวะเป็นกลางจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเป็น 117.9 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.60 ของ GDP 

กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) เอลนีโญระดับรุนแรงมากและอุทกภัยตามฤดูกาลในปี 2026 จะทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 35.5 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.19 ของ GDP ทั้งนี้ ในปี 2027 มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้น จากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อน ทำให้ความเสียหายรวมทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยในปี 2027 อยู่ที่ 127.1 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.65 ของ GDP

กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) ในฉากทัศน์นี้ ในปี 2026 จะเกิดภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอาจเกิดอุทกภัยตามฤดูกาล ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 40.1 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.21 ของ GDP ขณะที่ในปี 2027 มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะมากขึ้นจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง คิดเป็นความเสียหายกว่า 136.5 พันล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.69 ของ GDP ในปี 2027 



นอกจากนี้ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยยังสามารถส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลผลิตภาคเกษตรลดลงและนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอุปทานในห่วงโซ่การผลิต จนทำให้ระดับราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าว น้ำตาล น้ำมันพืช ตลอดจนราคาพืชผักต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

รวมทั้งภาคบริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากผลทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในปี 2026 ให้ปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราวร้อยละ 0.09-0.12 และปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราวร้อยละ 0.21-0.30 ในปี 2027 นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องนิยมปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นจำนวนเต็มบาทต่อหน่วยสินค้า ดังนั้นผลต่ออัตราเงินเฟ้อจึงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้นนี้ได้



จากมุมมองวิจัยกรุงศรี จะเห็นว่าความเสี่ยงภัยแล้งและน้ำท่วมแบบสุดขั้วในปี 2026-2027 ถือเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเตรียมรับมือเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง