วิกฤตตะวันออกกลาง สะเทือน"อุตสาหกรรมไทย"

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น
หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมากคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ประมาณ 34% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 158 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 122% จากช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวที่มีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานโลก
ขณะที่ ข้อมูลจากเคปเลอร์ (Kpler) ซึ่งเป็นบริษัทติดตามข้อมูลการขนส่ง ระบุว่า การส่งออกก๊าซ LNG โดยเฉลี่ย 10 วันลดลงประมาณ 20% ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมมาอยู่ที่ระดับ 1.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยกาตาร์มีการส่งออกลดลงมากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต้องพึ่งช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกไปยังตลาดเอเชียและยุโรป ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางการส่งออกก๊าซ LNG โลกราว 1 ใน 5
สำหรับเหตุการณ์โจมตีราส ลัฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) ในกาตาร์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน ก่อให้ความเสียหายและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานต่อเนื่องไปอีกหลายปี เนื่องจาก ราส ลัฟฟาน ถือเป็นศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยผลกระทบรอบแรกเกิดขึ้นทันทีจากการโจมตีราส ลัฟฟานคือราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป (Dutch TTF) พุ่งขึ้น 24% และในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 23% สะท้อนการเร่งปรับตัวของตลาด จากนั้นประเทศผู้นำเข้าในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องเร่งแย่งซื้อ LNG จากแหล่งอื่น ทำให้ราคาตลาด spot ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นหากราคาพลังงานยืนอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเช่นประเทศไทย
จากสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย “ วิจัยกรุงศรี” เจาะลึกความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโดยตรงใน 2 ลักษณะ ได้แก่
(1) การขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้น ซึ่งกระทบต่อโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของโลก โดยในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของการค้าทางเรือทั่วโลก ซึ่งกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวถูกส่งมายังภูมิภาคเอเชีย
สำหรับประเทศไทย ความล่าช้าหรือการหยุดชะงักในเส้นทางนี้ถือเป็น “ความเสี่ยงโดยตรง” เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศ
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังเป็นอีกวัตถุดิบสำคัญจากตะวันออกกลางที่ใช้เส้นทางนี้ในการขนส่ง โดยเกือบ 80% ของ LNG ที่ผ่านช่องแคบนี้มีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะการขนส่ง LNG จากประเทศกาตาร์ที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้เพียงทางเดียวเท่านั้น
ในปัจจุบันไทยนำเข้า LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 24% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด ซึ่งการปิดช่องแคบนี้จะส่งผลกระทบต่อเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ
การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งต้องอาศัยวัตถุดิบตั้งต้นจากตะวันออกกลาง โดยในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัด (Base-Case) ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไทย มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เพียงในระยะสั้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นทันที แต่หากสถานการณ์บานปลายสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบในภูมิภาค (Worse-Case) จะเป็นแรงกดดันต่อค่าการกลั่นรวม ของโรงกลั่นน้ำมันให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2) การหยุดชะงักของปัจจัยการผลิตนำเข้า ในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าของไทยจากตะวันออกกลางอยู่ที่ 29,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 8.3% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย
นอกจากการนำเข้าพลังงานแล้ว ไทยยังนำเข้าปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปุ๋ย อะลูมิเนียม เหล็ก เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก จากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจกระทบอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยแหล่งนำเข้าหลักคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ขณะที่การนำเข้าจากอิสราเอลและอิหร่านมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย
ปัจจัยการผลิตสำคัญที่ไทยต้องเฝ้าระวังคือ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางด้วยสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด โดยหากปุ๋ยขาดแคลน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์คาดว่าสต็อกปุ๋ยของไทยในปัจจุบันจะใช้ได้จนถึงเดือนสิงหาคม 2569
นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาอะลูมิเนียมจากตะวันออกกลางราว 10% ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจปลายน้ำในภาคการผลิตและการก่อสร้างอาจได้รับผลกระทบ
สำหรับผลกระทบทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมไทยที่สำคัญคือ 1) การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน โดยจากการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนพลังงาน วิจัยกรุงศรีพบว่า “กลุ่มโรงไฟฟ้า” หรือ power plant เป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ) และไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 44.1% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด
ซึ่งความผันผวนของราคาพลังงานในส่วนนี้จะกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ส่งต่อไปยังทุกอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จึงเท่ากับว่ากลุ่มโรงไฟฟ้ามีแนวโน้มได้รับทั้งผลกระทบทั้งทางตรงจากแนวโน้มการขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้น และผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น
ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีความเสี่ยงในการเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่สูง ได้แก่ กลุ่มแร่โลหะ (Metal Ore) มีสัดส่วนต้นทุนจากปิโตรเลียมและไฟฟ้ารวม 24.9% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด ส่วนปูนซีเมนต์ (21.0%) และการขนส่ง (20.8%) โดยเฉพาะการผลิตแร่ดีบุก (Tin Ore) ที่มีการใช้พลังงานสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์อาหาร (กระป๋อง)
สำหรับภาคการขนส่งนั้นมีความเสี่ยงครอบคลุมทั้งการขนส่งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ เนื่องจากสัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจขยายไปถึงภาคเกษตรกรรมและประมง ซึ่งต้นทุนพลังงานคิดเป็น 16.9% สำหรับประมง และ 13.9%
ด้านบริการทางการเกษตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ นอกเหนือจากความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบหลัก ในการผลิตเม็ดพลาสติก (Plastic Resins) (32% ของต้นทุนทั้งหมด) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีต้นทุนด้านพลังงานที่ใช้ในโรงงานถึง 11.3%
ในด้านภาคบริการและงานโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมมีความเสี่ยงต่อค่าไฟฟ้าที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 12% ของโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด
สำหรับกลุ่มก่อสร้าง แม้สัดส่วนพลังงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานในการผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก และเหล็กกล้าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาจถูกส่งต่อไปยังงบประมาณโครงการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญได้
2) การชะลอตัวของอุปสงค์ในตลาดส่งออก เป็นอีกช่องทางส่งผลกระทบทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมไทย ทั้งนี้ แม้ไทยจะเป็นผู้นำเข้าสุทธิจากตะวันออกกลาง แต่ภูมิภาคนี้ก็ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีความสำคัญของไทยเช่นกัน
โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลางรวมมูลค่า 13,203 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.9% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ตลาด UAE และซาอุดีอาระเบีย โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร (ทูน่าและข้าว) เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง และไม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย สะท้อนว่าหากสถานการณ์ในภูมิภาคมีความตึงเครียดและยืดเยื้อจนทำให้กำลังซื้อของตลาดชะลอตัว ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบด้วย
3) ภาวะชะงักงันด้านระบบโลจิสติกส์ (Logistics Disruptions) การปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบด้านพลังงาน แต่ยังสร้างอุปสรรคสำคัญต่อการค้าโลก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านคอนเทนเนอร์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 11% ของการค้าโลก หรือราว 26 ล้านตู้ต่อปีที่ต้องผ่านภูมิภาคนี้
การหยุดชะงักที่เกิดขึ้นทันทีส่งผลให้มีเรือกว่า 150 ลำ พร้อมตู้คอนเทนเนอร์อีก 4.5 แสนตู้ต้องติดค้างอยู่กลางทะเล ซึ่งถือเป็นการตัดขาดเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าบางกลุ่มที่ต้องพึ่งพิงการขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าขายปลีก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนสินค้าคงคลังในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ทั่วโลกได้ในระยะเวลาอันใกล้ นอกจากนี้ สินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายในตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นยังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเสียหายทั้งหมดจากการตกค้างที่ท่าเรืออย่างไร้กำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะชะงักงันด้านการขนส่งที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระยะทางขนส่งที่อาจต้องอ้อมไกลขึ้นมาก โดยสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองว่าอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์คือบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ซึ่งเป็นประตูเชื่อมทวีปเอเชียกับยุโรปผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ โดยปัจจุบันอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลังฮูตี และฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน ดังนั้น หลายสายเรือที่วิ่งผ่านคลองสุเอซต้องเปลี่ยนเส้นทางออกมาอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อความปลอดภัย โดยจะมีระยะทางเพิ่มขึ้น 7,500 กิโลเมตร และใช้เวลา 35-45 วัน
ขณะที่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งโดยตรง และการเก็บค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มเพื่อประกันความเสี่ยงที่สูงขึ้น (เช่น War risk premium, Congestion surcharge, Emergency surcharge, และ Transit Disruption Surcharge โดยอาจเก็บ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU หรือ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ/Reefer (ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็น))
ปัจัยข้างต้นจึงส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งด้านระยะเวลาขนส่งสินค้าและวัตถุดิบที่นานขึ้น และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งหากสงครามลากยาวออกไป ความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบที่ผ่านช่องทางนี้ก็จะทวีเพิ่มขึ้น อาทิ ปุ๋ยยูเรียในภาคการเกษตรที่มีราคาแพงขึ้นและขาดแคลน
นอกจากนี้ การสู้รบที่ทวีความรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินทั่วโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินของโลกและเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เที่ยวบินจากหลายประเทศทั่วโลกสู่ตะวันออกลางเฉลี่ย 20,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คิดเป็น 8% ของจำนวนเที่ยวบนระหว่างประเทศทั่วโลก
แต่การเผชิญวิกฤตตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.–18 มี.ค. 2569 เที่ยวบินระหว่างประเทศถูกยกเลิก/ล่าช้าไม่ต่ำกว่า 40,000 เที่ยวบิน ขณะที่ต้นทุนการบินสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่เร่งขึ้นกว่า 76% ดันค่าโดยสารเครื่องบินเฉลี่ยปรับขึ้นกว่า 70% และมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง
สำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.–18 มี.ค. 2569 มีเที่ยวบินยกเลิก/ล่าช้าแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน ทั้งนี้ ผลกระทบต่อการเดินทางมายังประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
ทั้งนี้ ในมุมมองวิจัยกรุงศรี ระบุว่าไทยยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีระดับความรุนแรงต่างกันตามลักษณะของโครงสร้างอุตสาหกรรม
โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางตรง ได้แก่ อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงอุตสาหกรรมที่พึ่งพาปัจจัยการผลิตจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ภาคเกษตรกรรม วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนอุตสาหกรรมที่พึ่งพาปิโตรเคมี อาทิ พลาสติก ซึ่งห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักอาจทำให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านี้สูงขึ้น
ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเผชิญผลกระทบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอุปทานจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ด้านอุปสงค์จากตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัว และด้านโลจิสติกส์จากการเกิดภาวะชะงักงันของการส่งมอบสินค้าและวัตถุดิบ ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง เกษตรกรรม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์ไม้
ขณะที่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งได้รับผลกระทบหลักจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น เช่น อุตสาหกรรมโลหะ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ
ทั้งนี้ ระดับของผลกระทบขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์เป็นหลัก และสถานการณ์ดังกล่าวยังตอกย้ำความสำคัญของการกระจายแหล่งพลังงานและวัตถุดิบของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
