ธนาคารโลกจี้ไทยเร่งอุตฯ สีเขียว ฝ่าปัจจัยลบ

ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) เดือนกุมภาพันธ์ โดยประเมินว่า การขยายตัวของ GDP ในปีนี้มีแนวโน้มจะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.2 ในปีที่แล้ว เพราะแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีสหรัฐฯ คลี่คลายลง ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าโลกที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและสินเชื่อที่ตึงตัวเป็นปัจจัยฉุดรั้งความต้องการบริโภคในประเทศ ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็แผ่วลง แต่คาดว่า GDP ในปี 2570 จะกระเตื้องขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 2.2 จากการที่เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนของภาคธุรกิจเริ่มฟื้นตัว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเข้าไปสู่ภาคการผลิตและการจ้างงานจริง
อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในปีที่แล้วสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีมาอย่างยาวนานได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและท่องเที่ยวที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และความสามารถในการสร้างกันชนทางการคลัง (fiscal buffer) ที่ตึงตัว แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นโอกาสในการปฏิรูปเพื่อสนับสนุนการลงทุน การบริโภค และตลาดแรงงานที่เข้มแข็ง แม้ว่าแรงเหวี่ยงในภาคการผลิตจะชะลอตัวลง การส่งออกที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่เศรษฐกิจของไทยยังได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงกับภายนอก การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline CPI) ของไทยยังอยู่ในแดนลบ สะท้อนถึงการลดลงของราคาสินค้าบางกลุ่ม ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ มาจากการลดลงของราคาพลังงานโลก การปรับลดค่าไฟ และความต้องการบริโภคในประเทศที่ซบเซา ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) ที่ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน ยังคงเป็นบวก สะท้อนแรงกดดันด้านราคาในระดับปานกลาง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.25 นับเป็นการปรับลดครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน เพื่อประคับประคองการบริโภคที่เปราะบาง ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว
รายงานชี้ว่า ภาคการผลิตและการท่องเที่ยวของไทยหดตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจสูญเสียแรงเหวี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว ท่ามกลางบริบทโลกที่ท้าทายมากขึ้น โดยภาคการผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หยั่งลึกเพราะไม่สามารถยกระดับสู่กิจกรรมการผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น จึงมีความเปราะบางต่อการแข่งขันระดับโลก การปรับห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ถึงแม้การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีความยืดหยุ่น และมีแรงหนุนจากความต้องการชิ้นส่วนเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็เผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงร้อยละ 13.9 ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงร้อยละ 37.8 ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และการแข็งค่าของเงินบาท
สำหรับภาคการส่งออกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษีและการลดจำนวนสินค้าคงคลัง ทำให้ชดเชยความต้องการภายในประเทศที่ชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ส่งผลให้ภาคการผลิตเติบโต โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังขยายตัวแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงในภาคเกษตรกรรมได้บางส่วน
ด้านการลงทุนยังคงอ่อนแอและเน้นไปที่การบำรุงรักษามากกว่า สะท้อนถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ราวร้อยละ 80 ของการลงทุนในปัจจุบันถูกใช้ทดแทนสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานนาน จึงมีพื้นที่สำหรับการขยายการผลิตอย่างจำกัด และเงินลงทุนจำนวนมากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงบวก ขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่ โดยเฉพาะ ICT ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
ส่วนแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ดีขึ้น สะท้อนจากการเสนอเม็ดเงิน FDI เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่เม็ดเงิน FDI ที่เข้าไทยยังคงน้อยกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ขณะที่โครงการ Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะช่วยเร่งการการลงทุนในปีนี้
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของไทย คือ หนี้สาธารณะที่ยังคงเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยการขาดดุลงบประมาณในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.9 ของ GDP สาเหตุหลัก ๆ มาจากรายจ่ายส่วนทุนที่เพิ่มขึ้นและการอุดหนุนด้านพลังงาน สัดส่วนหนี้สาธารณะขยับมาอยู่ที่ร้อยละ 65.1 ของ GDP สูงกว่าระดับก่อนวิกฤตโควิด แต่ยังต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ของ GDP อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยสูงกว่าบางประเทศในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ขณะที่พื้นที่ทางการคลังกลับตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากภาระการชำระหนี้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับสมดุลทางการคลัง (fiscal consolidation) ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (medium-term fiscal framework-MTFF) ระหว่างปี 2569-2573
นอกจากนี้ ไทยยังมีหนี้ภาคครัวเรือนสูงสุดในบรรดากลุ่มอาเซียน โดยอยู่ที่ร้อยละ 87.8 ของ GDP ท่ามกลางเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด หนี้ครัวเรือนจำนวนมากไม่มีหลักประกันส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้น และจำกัดการขยายตัวของสินเชื่อใหม่ ภาคครัวเรือนของไทยกำลังแบกรับภาระหนี้ที่สูง ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบไม่เพิ่มขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของครัวเรือน ประกอบกับความเปราะบางในตลาดแรงงาน กรณีจำนวนผู้อยู่ในภาวะกึ่งว่างงาน (quasi-unemployment) ในชนบท ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องการทำงานแต่หยุดหางาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมใหม่
รายงานระบุด้วยว่า ภาคการผลิตมีความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แต่บทบาทของภาคการผลิตกลับจำกัดมากขึ้น โดยในปี 2567 ภาคการผลิตมีสัดส่วนร้อยละ 25 ของ GDP และร้อยละ 16 ของการจ้างงานในประเทศ หรือมากกว่า 6.2 ล้านคน ลดลงจากระดับสูงสุดที่ร้อยละ 31 ของ GDP ในปี 2553 เนื่องจากการชะลอตัวของความสามารถในการผลิต และการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกยังคงกระจุกตัวอยู่แค่การประกอบและการผลิตขั้นสุดท้าย หากพิจารณาถึงแนวโน้มข้างหน้า ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และการแตกขั้วทางการค้า ส่งผลไทยมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมาก
แต่ไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่เพื่อขยับไปสู่การผลิตขั้นสูงและการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและกลไกใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการส่งออกสินค้าสีเขียวของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2567 และไทยจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในส่วนอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งต้องขยับจากการเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนที่เน้นปริมาณไปสู่การสร้างนวัตกรรม การผลิตชิ้นส่วน การบูรณาการระบบ บริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานที่มีทักษะสูงขึ้น
ธนาคารโลกหยิบยกอุตสาหกรรมสีเขียวที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ เทคโนโลยีทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศแบบ reverse cycle ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดโลกเกือบ 1 ใน 3 นอกจากนี้ ไทยยังจะได้รับประโยชน์จากความต้องการแผงโซลาร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยไทยส่งออกแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.5 ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2561 เป็นร้อยละ 1.9 ในปี 2566 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค รวมถึงไทยมีศักยภาพในการส่งออกเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน การจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษทางอากาศ
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ไทยมีอยู่ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ก็เปิดโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 3.1 ของ GDP และมีการจ้างงานมากกว่า 570,000 คน เผชิญกับการผลิตที่ลดลง เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ EV ซึ่งจุดแข็งของไทยในด้านชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตตัวถัง จะเป็นรากฐานที่ดีในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิต EV ซึ่งช่วยรักษาการจ้างงานควบคู่ไปกับการยกระดับการผลิตให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
