ปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ใครบ้างกระทบหนักสุด

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญในตะวันออกกลาง พร้อมเตือนว่าเรือลำใดที่พยายามแล่นผ่านเส้นทางนี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี
ข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า ในปี 2568 มีน้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวันขนส่งผ่าน “ฮอร์มุซ” คิดเป็นร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั้งโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่เคลื่อนไหวต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็เผชิญกับความเสี่ยง เพราะมีการขนส่ง LNG ราวร้อยละ 20 ผ่านช่องแคบแห่งนี้ ประกอบกับกาตาร์ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ก็ต้องหยุดการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่สุดของโลก เนื่องจากความเสียหายจากการโจมตี
CNBC อ้าง “โนมูระ” ที่ประเมินว่า ในภูมิภาคเอเชีย หลายประเทศรวมถึงไทย อินเดีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ มีความเสี่ยงมากสุดที่จะแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาเลเซียจะได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกพลังงาน
“โนมูระ” ชี้ว่า ในภูมิภาคอาเซียนจะเผชิญผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้น มากกว่าการขาดแคลนพลังงานในทันที ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันสุทธิมากที่สุดในเอเชีย คิดเป็นร้อยละ 4.7 ของ GDP และทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันร้อยละ 10 จะกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 0.5 ของ GDP
กรณีของจีนมีความเสี่ยงสูงจากการนำเข้าน้ำมันดิบมากสุด และซื้อน้ำมันจากอิหร่านกว่าร้อยละ 80 ของที่อิหร่านส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันก็นำเข้า LNG ร้อยละ 30 จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่จีนยังมีกันชนเพียงพอจากคลังน้ำมันสำรองและการนำเข้าจากแหล่งอื่น ๆ
เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ข้อมูลจาก UBP พบว่า ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางร้อยละ 75 ส่วนเกาหลีใต้นำเข้าร้อยละ 70 แต่พึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางไม่มาก
ขณะที่เอเชียใต้จะเผชิญกับการหยุดชะงักรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะปริมาณ LNG ที่นำเข้าจากกาตาร์และ UAE ในอัตราที่สูง โดยอินเดียมีความเสี่ยงมากสุดในภูมิภาคนี้ เพราะนำเข้า LNG มากกว่าครึ่งหนึ่งจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
