รีเซต

5 เอฟเฟกต์สงครามตะวันออกกลาง เมื่อ 'เอกนิติ' มั่นใจไทยมีทางรอด

5 เอฟเฟกต์สงครามตะวันออกกลาง เมื่อ 'เอกนิติ' มั่นใจไทยมีทางรอด
TNN ช่อง16
3 มีนาคม 2569 ( 12:42 )
1

รัฐบาลประเมินสงครามตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจไทยวงจำกัด

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

ชี้ 5 ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติระบุว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งมี 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ราคาพลังงาน

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเป็นผลกระทบระยะสั้น ราคาน้ำมันเพิ่มราว 5% เนื่องจากตลาดโลกยังมีอุปทานส่วนเกิน

กระทรวงพลังงานเตรียมใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและปริมาณสำรองน้ำมันที่เพียงพอประมาณ 60 วัน รองรับความผันผวน พร้อมเร่งหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมหากจำเป็น

2. การค้าและการขนส่ง

ผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกและนำเข้าของไทยยังไม่มาก แต่ต้นทุนทางอ้อมอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าระวางเรือและค่าขนส่งสินค้า

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน มีผลต่อการค้ากับไทยโดยตรงไม่สูง โดยไทยส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็น 0.2% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และส่งออกไปอิหร่านเพียง 0.02% อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวมมีสัดส่วนการค้ากับไทยราว 4-5% จึงต้องติดตามใกล้ชิด

กระทรวงพาณิชย์เตรียม 6 มาตรการรับมือ อาทิ ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้น ติดตามแหล่งวัตถุดิบพลังงาน ทำงานร่วมเอกชนหาแหล่งใหม่ ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ บริหารจัดการโลจิสติกส์ทางเรือ และประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกวิเคราะห์สถานการณ์เงินเฟ้อและค่าครองชีพ

3. การท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงได้รับผลกระทบทางตรงจำกัด ขณะเดียวกัน ไทยอาจใช้โอกาสนี้ดึงนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนจุดหมายมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

4. ตลาดเงินและตลาดทุน

แม้ตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ปรับขึ้น 17% แต่ล่าสุดลดลงราว 2% ถือเป็นการปรับฐานเล็กน้อย ยังสะท้อนเสถียรภาพทางการเงิน โดยไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ รองรับความผันผวนได้ ส่วนราคาทองคำได้รับผลกระทบไม่มาก

5. แรงงานไทยในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด

สภาพัฒน์ประเมิน GDP เสี่ยงลดเหลือ 1.6%

ด้าน ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อ GDP ไทยไว้ 2 กรณี

  • หากสถานการณ์ยุติภายใน 1 เดือน GDP ปีนี้อาจเติบโต 1.6%
  • หากยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจลดลงเหลือ 1.3% จากเดิมคาด 2%

ทั้งนี้ ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ ความขัดแย้งคลี่คลายใน 1 เดือน แม้อาจเกิดความตึงเครียดด้านการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงในระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

มอบหมายวางยุทธศาสตร์รับมือระยะต่อไป

นายเอกนิติระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง