งานวิจัยพบกว่าร้อยละ 60 "นาโนพลาสติก"ที่กินเข้าไป เจาะทะลุลำไส้ได้ใน 3 ชั่วโมง กระทบต่อร่างกายมากกว่าที่คิด

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับนาโนพลาสติก ระบุว่า
เมื่อ "นาโนพลาสติก" เจาะทะลุลำไส้ และส่งผลกระทบมากกว่าที่คุณคิด
พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารไปจนถึงของใช้ต่างๆ เรามักได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับ "ไมโครพลาสติก" และ "นาโนพลาสติก" ที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร แต่คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์อยากรู้คำตอบคือ เมื่อเรากินนอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้เข้าไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันแน่
งานวิจัยล่าสุดใน Cell Reports ได้รายงานผลการวิจัยที่ว่า นาโนพลาสติกเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ผ่านเข้าและออกจากร่างกายตามปกติ แต่พวกมันมีกลไกอันซับซ้อนในการแทรกซึมเข้าสู่ระบบภายใน และที่น่าสนใจคือคือผลกระทบนี้มีความรุนแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเพศชายและเพศหญิง
งานวิจัยนี้ทำการทดลองในหนูทดลอง นักวิจัยดูเหมือนจะพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมที่ว่าผนังลำไส้เป็นปราการที่แข็งแกร่งในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เพราะผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าอนุภาคโพลีสไตรีนนาโนพลาสติก (Polystyrene Nanoplastics) สามารถเล็ดลอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
โดยพบว่ากว่าร้อยละ 60 ของพลาสติกที่กินเข้าไปสามารถผ่านผนังลำไส้ได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง กลไกเบื้องหลังความสามารถในการแทรกซึมนี้คล้ายๆกับกรณีของ "ม้าไม้เมืองทรอย" โดยนาโนพลาสติกจะดูดซับ "กรดน้ำดี" (Bile Acids) มาเคลือบไว้ที่ผิว ทำให้ตัวขนส่งในลำไส้ที่เรียกว่า ASBT ซึ่งปกติมีหน้าที่ดูดซึมกรดน้ำดีกลับไปใช้ใหม่เข้าใจผิดและนำพาอนุภาคพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปด้วย
เมื่อนาโนพลาสติกเข้าสู่กระแสเลือด อวัยวะด่านหน้าที่จะต้องรับมือคือ "ตับ" ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองของเสีย ตับจะดักจับพลาสติกเหล่านี้ไว้อย่างรวดเร็วและขับพวกมันกลับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้อีกครั้ง ทำให้เกิดวงจรการหมุนเวียนของพลาสติกระหว่างลำไส้และตับซ้ำไปซ้ำมา การสะสมของพลาสติกในตับนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ตับ โดยไปรบกวนกระบวนการกำจัดของเสียภายในเซลล์และยับยั้งการสลายตัวของเอนไซม์สำคัญที่ใช้สร้างกรดน้ำดี ผลที่ตามมาคือร่างกายจะผลิตกรดน้ำดีออกมามากเกินความจำเป็น ซึ่งภาวะนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ตามมาในลำไส้
สิ่งที่นับว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ "ความแตกต่างทางเพศ" ต่อการตอบสนองต่อนาโนพลาสติก นักวิจัยพบว่าหนูตัวผู้มีความไวต่อผลกระทบจากนาโนพลาสติกมากกว่าหนูตัวเมียอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากหนูตัวผู้มีปริมาณตัวขนส่ง ASBT ในลำไส้มากกว่าตัวเมีย ทำให้ร่างกายดูดซึมพลาสติกเข้าไปสะสมในตับได้มากกว่า เมื่อตับของเพศชายได้รับผลกระทบหนักกว่า จึงส่งผลให้ระดับกรดน้ำดีในลำไส้เพิ่มสูงขึ้นจนเสียสมดุล ซึ่งกรดน้ำดีปริมาณมากนี้จะไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแบคทีเรียในลำไส้ โดยเฉพาะการไปลดจำนวนแบคทีเรียชนิดดีอย่างแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) และเพิ่มจำนวนแบคทีเรียก่อโรค ส่งผลให้หนูตัวผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้ใหญ่อักเสบที่รุนแรงกว่า ในขณะที่หนูตัวเมียได้รับผลกระทบน้อยกว่ามากเนื่องจากกลไกการดูดซึมที่ต่ำกว่า
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
งานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของนาโนพลาสติกที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารและตับ โดยเฉพาะในเพศชายที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงทางชีวภาพมากกว่า และได้ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ทางการแพทย์ที่เน้นย้ำว่า "เพศ" เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการศึกษาเรื่องโรคและการตอบสนองต่อสารพิษ
นอกจากนี้ ความเข้าใจในกลไกการดูดซึมผ่านตัวขนส่งกรดน้ำดีนี้ อาจถูกนำไปประยุกต์ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ได้ในอนาคต เช่น การออกแบบระบบนำส่งยาทางปากที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านทั่วๆไป ข้อมูลนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้พลาสติกและหลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติกที่เสื่อมสภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการนำสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว