อิหร่านปิดตาย "ฮอร์มุซ" สหรัฐฯ กลั่นน้ำมันเพิ่ม วิกฤตพลังงานลุกลามทั่วโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงน้ำมันกว่า 20% ของโลก ในฐานะประตูการส่งออกเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางสู่ทั่วโลก กำลังกลายเป็นจุดชี้ขาดอำนาจระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน
แม้ขณะนี้ผ่าน 12 วันของสมรภูมิในตะวันออกกลางครั้งใหม่ไปแล้ว แต่ยังไม่เห็นเค้าลางของการสงบศึก
ศาสตราจารย์กิตติ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย โดยประเมินสถานการณ์ว่า นี่คือภาวะ "ชนะแบบไม่ชนะ" ของสหรัฐฯ ในขณะที่อิหร่านเองก็ยัง "ไม่แพ้" แม้จะมีการกล่าวอ้างจากสหรัฐฯในการโจมตีเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านไปบ้าง
แต่ความจริงคือ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเดินเรือไม่ได้ และสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทำหน้าที่คุ้มกันเรือน้ำมันได้จริงอย่างที่ประกาศไว้
ขณะเดียวกันคำประกาศของอิหร่านที่ระบุว่า จะไม่มีน้ำมันไม่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่ลิตรเดียว และเป็นที่มาของคำประกาศวางทุ่นระเบิดทางทะเล 6,000 ลูก ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น
ศ.ดร.สุรชาติ ประเมินว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางจะส่อแววยืดเยื้อด้วยที่น่าจับตาปฏิกิริยาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งทุ่มงบ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เปิดโรงกลั่นน้ำมันใหม่ในรอบ 50 ปีที่รัฐเท็กซัส
นักวิชาการมองว่านี่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางลง โดยใช้ต้นทุนพลังงานในบ้านอย่าง Shale Oil มาตอบโจทย์ค่าครองชีพเพื่อรักษาฐานเสียงเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ทิ้งให้พันธมิตรในเอเชียและประเทศที่ไม่มีแหล่งพลังงานต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง
ขณะที่ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD ออกมาตอกย้ำความน่ากังวลว่า ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่กำลังลามสู่ "ห่วงโซ่อาหารโลก"
UNCTAD เตือนว่าหากการเดินเรือในฮอร์มุซชะงักงันนานผลกระทบจะลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจโลก
ทั้งต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ค่าขนส่งพุ่ง ราคาปุ๋ยเพิ่ม และสุดท้าย ราคาอาหารทั่วโลกจะปรับขึ้นตาม
ในโลกที่พลังงานกำลังกลายเป็นอาวุธ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครจะเป็นผู้ชนะสงคราม
แต่คือประเทศไทย และเอเชีย จะรับมืออย่างไรถ้าเส้นเลือดพลังงานของโลกกำลังอยู่กลางสมรภูมิ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
