รีเซต

ไทยสะเทือนวิกฤตตะวันออกกลาง โบรก-สถาบัน หั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 โตต่ำสุดแตะ 1%

ไทยสะเทือนวิกฤตตะวันออกกลาง โบรก-สถาบัน หั่นเป้า GDP ไทยปี 2569  โตต่ำสุดแตะ 1%
TNN ช่อง16
5 เมษายน 2569 ( 01:59 )
18

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและต้นทุนการค้า หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเริ่มประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ 


โดย สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), SCB EIC และ InnovestX  ต่างออกมาประเมินทิศทาง GDP ไทย ภายใต้ฉากทัศน์ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคยังยืดเยื้อ โดยส่วนใหญ่สะท้อนมุมมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ชะลอลงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า 


สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (GDP) ปี 69 อยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% ในการสำรวจครั้งก่อน (ม.ค. 69)  โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจาก “เสถียรภาพการเมืองในประเทศ” มองเป็นบวก รองลงมาคือกระแสเงิน ทุนต่างชาติ (Fund Flow)  


ส่วนปัจจัยลบมีมากกว่า โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มองเป็นแรงกดดันสำคัญ ตามด้วยราคาน้ำมันโลก  การลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก  และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาส 2/69 ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นตลาด


คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (GDP) ปี 69 จะ เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0%  

 

จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า  เเละยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก 


SCB EIC ได้ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (GDP) ปี 69 เหลืออยู่ที่ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว 


สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)


และ ทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX)  ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (GDP) ปี 69  ประเมิน GDP ในกรอบ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท 


ซึ่งก่อนหน้านี้ InnovestX ได้ประเมินว่า GDP ไทย จะเติบโตเหลือ 1.4% ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือนแต่ไม่ลุกลาม และหากเป็นกรณีที่สงครามบานปลายระดับภูมิภาค ก็จะส่งผลให้ตัวเลข GDP จะลดลงเหลือเพียง 1.0% 


ขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะกด GDP ลง -0 04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ฉะนั้นหากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%


InnovestX ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 อยู่ในกรอบ 1.0–1.7% โดยความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท เเละขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน GDP อาจลดลงเหลือ 1.4% และหากบานปลายระดับภูมิภาคอาจลดเหลือ 1.0% จากความเสี่ยงราคาพลังงานสูงและต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง