ค้านฉีด "ไฟเซอร์" วัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรแพทย์ หวั่นถูกเหมาซิโนแวคไร้ผลป้องกัน

ค้านฉีด "ไฟเซอร์" วัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรแพทย์ หวั่นถูกเหมาซิโนแวคไร้ผลป้องกัน
มติชน
4 กรกฎาคม 2564 ( 23:37 )
55
ค้านฉีด "ไฟเซอร์" วัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรแพทย์ หวั่นถูกเหมาซิโนแวคไร้ผลป้องกัน

 

ค้านฉีด “ไฟเซอร์” วัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรแพทย์ หวั่นถูกเหมาซิโนแวคไร้ผลป้องกัน

 

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากขึ้น จากการกลายพันธุ์ของเชื้อทั้ง สายพันธุ์อัลฟ่า หรือสายพันธุ์อังกฤษ เดลต้า (อินเดีย) รวมถึงเดลด้าพลัส และสายพันธุ์เบต้า หรืออัฟริกานั้น ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลมากยิ่งขึ้น ว่าจะต้องมีการฉีดวัคซีนเข้ม 3 หรือไม่

 

 

 

ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเอกสารผลการประชุมเฉพาะกิจร่วม ระหว่าง คณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทํางานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน เมื่อ 30 มิ.ย ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีข้อสรุปแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่ประเทศไทยเดือน กรกฎาคม จำนวน 1.5 ล้านโดส ให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง 7 โรคในพื้นที่ระบาด และปัดตกข้อเสนอให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กระตุ้นภูมิเป็นเข็มที่ 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยมีบางส่วนกังวล ถ้าต้องยอมรับว่าวัคซีนซิโนแวคสองเข็มไม่มีผลในการป้องกันโควิด-19

 

 

 

เนื้อหาเอกสารดังกล่าวระบุโดยคาดว่า ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ในเดือนกรกฎาคม จำนวน 1.5 ล้านโดส และในไตรมาสที่สี่ รวม 20 ล้านโดส ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้มีการจัดทำข้อเสนอแนวทางบริหารจัดการวัคซีน ว่าควรมุ่งเน้นไปที่บุคคล 3 กลุ่ม คือ

 

 

1.กลุ่มบุคคลอายุ 12-18 ปี

 


2.กลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้วัคซีน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์

 


3.ให้บุคลากรด่านหน้ากระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นวัคซีนเข็มที่ 3

 

 

 

อย่างไรก็ตามที่ประชุมแสดงความคิดเห็นหลายแนวทาง บางส่วนเห็นว่า ควรให้กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ และเน้นแก้ปัญหาที่พื้นที่ระบาดก่อน บางส่วนเห็นว่า กลุ่มบุคคลอายุ 12-18 ปี ยังสามารถรอวัคซีนจากการสั่งซื้อได้

 

 

 

สำหรับประเด็นการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นวัคซีนเข็มที่สามเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้านั้น ในที่ประชุมส่วนหนึ่งเห็นด้วยว่า เพราะบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกำลังสำคัญ ที่ปัจจุบัน แม้จะฉีดวัคซีนซิโนแวคจำนวน 2 เข็มแล้ว แต่ก็ยังติดเชื้อโควิดหลายราย แต่ก็มีความเห็นบางส่วนที่เห็นว่า ถ้านำมาฉีดเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ อาจถือเป็นการยอมรับว่า วัคซีนซิโนแวค ไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น

 

 

 

ดังนั้นที่ประชุมมีมติสรุปแนวทางการใช้วัคซีนไฟเซอร์ในเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม 2564 โดยได้เห็นชอบให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับระยะแรก จำนวน 1.5 ล้านโดสดังกล่าว เป็นวัคซีนเข็มที่ 1 ทั้งหมดแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง คือ กทม. และปริมณฑล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง