เหรียญ Ether All Time High ! หรือ Bitcoin กำลังจะถูกแซง !

เหรียญ Ether All Time High ! หรือ Bitcoin กำลังจะถูกแซง !
TNN ช่อง16
7 พฤษภาคม 2564 ( 11:22 )
162
เหรียญ Ether All Time High ! หรือ Bitcoin กำลังจะถูกแซง !

ความสนใจของสถาบันที่เพิ่มสูงขึ้นใน ETH

ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนมีการเปิดตัว Ether ETFs ถึง 4 ตัวในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต นั่นทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อ ETH มากยิ่งขึ้นอีกทั้งการมาถึง ETFs ใน Ether จะส่งผลดีต่อกระแสเงินทุนทางตรงที่เข้าสู่ Ether มากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ที่จะมีแต่ข่าวดีของบิทคอยน์ ไม่ว่าจะการมี ETFs การมี Futures ในบิทคอยน์ทำให้นักลงทุนลืมมองดูเหรียญอื่น ๆ ที่กระแสข่าวอาจจะไม่แรงแต่ผลตอบแทนของราคาในอดีตของ ETH นั้นสูงกว่า BTC หรือบิทคอยน์อย่างเห็นได้ชัด ในบทความนี้เราจะมาแชร์ประเด็นเกี่ยวกับ Ether กันครับ

On-Chain Analysis หรือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(บางส่วน)

ในช่วงเวลาที่ผ่านมานักลงทุนเริ่มหันมาสนใจ ETH มากขึ้นกว่า BTC สาเหตุนั้นมาจากหลายปัจจัย จะด้วยความเชื่อมั่นที่มากขึ้นหรือเริ่มสนใจ Utility ที่ ETH มีอยู่และกำลังมี Utility มากขึ้นในอนาคต

ข้อมูลจาก On-Chain หรือธุรกรรมของคริปโทเคอร์เรนซีที่เกิดขึ้นบน Blockchain นั้น ๆ ซึ่งการมี Data On-Chain เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดวิเคราะห์ได้มากมาย จนนักวิเคราะห์ในต่างประเทศบางท่านมองว่าเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งของคริปโทเคอร์เรนซีเลยทีเดียว

จากภาพประกอบด้านล่างนี้แสดงให้เห็นว่าคนสนใจใช้งานเครือข่าย ETH มากกว่า BTC แล้วในช่วงที่ผ่านมาสังเกตุได้ตารางด้านบนที่เขียนว่า Active Addresses หรือ Address ของ ETH & BTC ที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2015-2021 ถ้าเทียบเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงแบบ % ETH นั้นมีนักลงทุนสนใจใช้งานเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล แม้จะห่างกับ BTC หากนับเป็นจำนวน Address เพราะ BTC ถือกำเนิดมาก่อน ETH การนับเป็น % การเปลี่ยนแปลงของ Address จึงจะเห็นแนวโน้มความนิยมได้ชัดเจนกว่าครับ

ส่วนตารางด้านล่างนั้นเป็นตารางที่แสดงถึง Transaction Fees ของ ETH & BTC คิดเป็นดอลลาร์สหรัฐจะสังเกตุได้ว่าค่าธรรมเนียมของการทำธุรกรรมของ ETH เริ่มจะสูงกว่า BTC อย่างชัดเจนได้ในช่วงปี 2020 เหตุผลหลัก ๆ ข้อหนึ่งก็มาจากความนิยมของ Decentralized Finance (DeFi) เพราะธุรกรรมของคริปโทเคอร์เรนซีที่มี Blockchain นั้นความเร็วในการทำธุรกรรมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระบบการตรวจสอบธุรกรรม, ขนาดของ Block, จำนวนผู้ใช้งาน เป็นต้น ซึ่งการที่ Transaction Fees ของ ETH สูงกว่า BTC นั้นแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานเครือข่ายที่มากกว่า 

(ที่มา ARK Investment Management)

Ethereum Improvement Proposal (EIP) 1559 จุดสำคัญที่ต้องจับตามอง

การอัปเกรดโปรโตคอลที่กำหนดเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ของ Ethereum ที่มีประเด็นน่าจับตามองหลายข้อ หนึ่งในนั้นก็คือการเรื่องค่าธรรมเนียม ที่สูงอย่างเห็นได้ชัด แถมผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้เกิดแนวคิดการกำหนดค่าธรรมเนียมให้คงที่และขยายขนาดของ Block เพื่อแก้ไขปัญหาการแออัดของธุรกรรมอันเป็นที่มาของ Transaction Fees ที่สูง อีกประเด็นคือเรื่องของการ “ Burn Transaction Fee” เพราะหากค่าธรรมเนียมของ ETH ถูกลงและมี Demand ของเหรียญที่มากขึ้น ราคาของ ETH อาจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่านี้ในระยะยาว

นักลงทุนไล่ซื้อ ETH เพื่อเอามาเทรดหาส่วนต่างหรือคาดหวังสิ่งใด

การที่ราคาคริปโท ฯ ปรับตัวขึ้นสูงมาก ๆ ก็จะมีเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการว่าเก็งกำไรกันมากไปแล้วเพราะมันไม่มีปัจจัยพื้นฐานเลยนะ ซื้อกันไปได้อย่างไร ซึ่งต้องเรียนแบบนี้ว่า ETH และ BTC ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งวัตถุประสงค์ในการสร้างและประโยชน์ในการใช้สอย โดยที่ BTC มีวัตถุประสงค์ในตอนเริ่มต้นคือ Peer to Peer Money หรือเงินที่สามารถโอนให้กันได้แบบไม่ผ่านตัวกลาง ส่วน ETH นั้นเป็นลักษณะของ Utility Token เสียมากกว่า ฉะนั้นการที่ราคา ETH ปรับตัวขึ้นสูงร้อนแรงอยู่ในขณะนี้มาจากนักเก็งกำไรเข้ามาปั่นราคาเพื่อนำไปขายในราคาที่สูงขึ้น หรือมาจากความต้องการ “ใช้คุณสมบัติ” ที่ ETH มีในการสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนเอง

จากภาพประกอบด้านล่างเป็นภาพที่แสดงการลดลงของเหรียญ ETH ที่ถูกถอนออกจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (เส้นสีส้ม) ที่ลดลงเรื่อย ๆ สวนทางกับทิศทางของ ETH ที่กำลังวิ่งเข้าสู่ Smart Contracts และ DeFi (เส้นสีฟ้า) อย่างเห็นได้ชัด แปลว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมานี้ของ ETH เกิดจากการซื้อ ETH เพิ่มนำไปใช้งานบางอย่างโลกของการเงินยุคใหม่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้  

(ที่มา Glassnode)

ผลตอบแทนย้อนหลังของ ETH เมื่อเทียบกับหุ้นระดับโลก

เนื่องจากเงินของนักลงทุนมีจำกัด เมื่อเลือกสินทรัพย์หนึ่งแปลว่าจะต้องยอมเสียโอกาสจากอีกสินทรัพย์หนึ่ง นั่นทำให้การเปรียบเทียบสินทรัพย์ที่ต่างกันในแง่มุมใด ๆ ก็ตาม มีความสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์ในแง่มุมอื่นเลยครับ

หากลองเปรียบเทียบผลตอบแทนของ ETH กับหุ้นขนาดใหญ่ที่หลายท่านน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี บางท่านอาจจะเป็นลูกค้า หรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ก็ได้ เช่น Facebook, Google, Microsoft, Amazon, Apple, Netflix, Alibaba, Tencent, Tesla ว่าในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านตัวไหนปังและตัวไหนไม่ปัง  

(ที่มา IntoTheBlock)

หากดูจากภาพจะสังเกตุเห็นว่ากราฟของหุ้นขนาดใหญ่จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ส่วน ETH (เส้นสีเขียว) ปรับตัวขึ้นไปกว่า 360 % รองลงมาคือ Alphabet (+33.69%) อันดับสามคือ Facebook (+18%) แต่ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นของราคาสินทรัพย์ใดก็ตามจะต้องมีปัจจัยประกอบเสมอเพราะมันสะท้อนถึงความยั่งยืนในระยะยาว 

สิ่งที่เราต้องการสื่อคือปัจจัยบางส่วนของ ETH ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ราคานี้จะสะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปหมดแล้ว หรือสะท้อนข่าวดีจนโอเวอร์เกินไปหรือไม่ เราทุกคนควรต้องพิจารณาให้รอบคอบด้วยตนเองในทุก ๆ ครั้งนะครับ



ข่าวที่เกี่ยวข้อง