วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล พัฒนาโดยองค์การเภสัชกรรม ออกแบบตรงจุดรหัสพันธุกรรมผู้ป่วย

ผอ.องค์การเภสัชกรรม เผยความหวังใหม่พัฒนา “วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล” ออกแบบตรงจุดรหัสพันธุกรรมผู้ป่วย ผลิตเป็นวัคซีนจำเพาะ หนึ่งในการพัฒนาผลิตภัณ์การแพทย์ขั้นสูง ATMPs กลไกนอกเหนือการป้องกัน พร้อมเผยไทม์ไลน์การวิจัยพัฒนา
พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (GPO) กล่าวในงาน งาน “GPO Pharmaceutical Summit 2026” เนื่องในโอกาส องค์การเภสัชกรรมฉลองครบ 60 ปี
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า เราต้องปรับเพื่อความอยู่รอด เพราะอุตสาหกรรมยาของโลกเปลี่ยน ไม่ใช่ยากิน ยาเม็ดเหมือนเดิม แต่จะกลายเป็นยาชีววัตถุที่ทันสมัย เป็นเซลล์หรือยีนบำบัด ถ้าเราตามเทรนด์ไม่ทันก็จะตกยุค
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คล้าย ๆ กับการเปลี่ยนกล้องฟิล์มเปลี่ยนเป็นกล้องดิจิทัล อันนั้นมีเวลาเกือบ 10 ปี ในการปรับตัว แต่วงการนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า คนไข้มะเร็งที่ใช้คีโมบำบัด อาจจะเปลี่ยนเป็นเซลล์ หรือยีนบำบัด อย่างตอนนี้ องค์การเภสัชกรรมกำลังวิจัย “วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล” กล่าวคือ หากใครเป็นมะเร็ง หมอจะตรวจรหัสพันธุกรรมของคนไข้ จากนั้นจะสกัดข้อมูลความจำเพาะออกมา เพื่อผลิตเป็นวัคซีนรักษาเฉพาะบุคคล ทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อยลง และรักษาได้ตรงเป้ากับสิ่งที่คนไข้เป็นจริง ๆ
ผอ.อภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่เป็นสเต็ปแรกของการเข้าสู่ ATMPs หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง และในขณะเดียวกันจะต้องหาพาร์ทเนอร์ชิพทั้งในและต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในเทคโนโลยีการฉีดสเต็มเซลล์ที่เข่า หลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ mRNA, Non-Cell และเรื่องการใช้วัคซีน ซึ่งมีโรงงานวัคซีนอยู่แล้ว สามารถผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยใช้ศักยภาพเดิม ความชำนาญเดิม ที่เคยเอาไวรัสบางตัวมาผลิตวัคซีน ซึ่งตอนนี้เรารับผลิตให้กับทั่วโลก เป็นวัคซีนเกี่ยวกับการรักษามะเร็ง แต่ อภ.เป็นคนผลิตปลายน้ำอยู่ ต้องให้หมอ Sequencing ยีนมะเร็งของคนไข้ส่งมาก่อน จากนั้นเราจะได้ผลิตให้ตรงกับยีนนั้น ๆ
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า เรามีประสบการณ์การเลี้ยงไวรัสให้รอด จากการทำวัคซีนโควิด ซึ่งต้นทุนสูงมาก หลังหมดช่วงโควิด องค์การฯ ก็ไม่ได้ทำต่อ แต่จากวิกฤตการณ์นั้นทำให้เรามีความชำนาญในการเลี้ยงไวรัส จึงเกิดการรับจ้างจากบริษัทในสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะเอาไวรัสไปทำวิจัย ไปผลิตวัคซีนและยา
สำหรับหลักการ คือไวรัสที่ใช้ในการผลิตวัคซีน ต้องใช้ไวรัสที่ไม่เกิดโทษกับคน แต่ไวรัสตัวนั้นจะต้องใช้เพื่อที่จะนำสารสำคัญเข้าสู่เซลล์แล้วเข้าไปป้องกันโรค และถ้าเปลี่ยนจากการนำสารสำคัญไปป้องกัน เป็นรักษามะเร็งแทน จำเพาะเจาะจงกับเซลล์ที่เป็นมะเร็ง เหมือนกับฉีดวัคซีนป้องกันโควิด เป็นฉีดไวรัสรักษามะเร็งแทน
จากหลักการดังกล่าว อยู่ในขั้นตอน Proof of Concept เรียบร้อย ความหมายคือ มีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีอย่างมาก และกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาทางธุรกิจ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจะมีองค์ความรู้ ส่วนอภ. มีความชำนาญในการใช้ไวรัสผลิตวัคซีนตั้งแต่โควิด แล้วเอาสองอย่างนี้มาร่วมกัน ก็สามารถวิจัยและผลิตได้ทันที
สำหรับไทม์ไลน์ของการวิจัย จากเดิมต้องใช้ระยะเวลา 5 ปี ก็เหลือแค่ 3 ปี เพราะตอนนี้สำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมและเคลื่อนไหวแล้ว จัดตั้งหน่วย ATMPs ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบโดยเฉพาะ และออกนโยบายมารองรับ ช่วยให้ อภ.เริ่มงานได้ตั้งแต่วิจัยเฟสแรก ไม่ต้องรอครบ 4 เฟส ซึ่งหลาย ๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ก็ทำแบบนี้ ฉะนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นหน่วย ATMPs ที่เร็วที่สุดในอาเซียน
จากเดิม เราต้องเตรียมผลิตวัคซีน เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน แม้ต้นทุนจะสูง แต่ต้องทำ เพื่อรักษาศักยภาพของบุคลากรและเครื่องมือไว้ แต่ปัจจุบัน สามารถผลิตเพื่อการรักษา และการเป็น New Model Treatment ด้วย
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า การเข้าถึง ATMPs ของคนไทย กับภารกิจความมั่นคงทางยา นั้นไปด้วยกันได้ ถึงเราจะไม่ได้ส่งออกวัคซีนรักษาเฉพาะบุคคลก็จริง แต่คนไข้ที่รับการรักษา มักเป็นชาวต่างชาติ เพราะตอนนี้โรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่มาร่วมกับอภ. เป็นโรงพยาบาลเอกชน คิดค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งทางองค์การฯ กำลังพยายามทำให้เกิด Economies of Scale จะช่วยให้ราคารักษามะเร็งอยู่ที่ 5 แสนบาท ต่อเคส
แม้ราคา 5 แสนบาท อาจจะดูแพง แต่ถ้าเทียบกับการรักษาปัจจุบันที่ราคาประมาณ 2-3 แสนบาท และอาจจะเกิดผลข้างเคียงสูง ก็ดูคุ้มค่า เพราะวัคซีนรักษาเฉพาะบุคคล คุณภาพของวัคซีนมีมากขึ้น ทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อยลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งนี่คือราคาที่ อภ.ตั้งเป้าไว้ว่าไม่อยากให้เกิน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
