ACSC เปิดสถิติภัยออนไลน์ 4 เดือนแรกปี 69 คดีลดลง แต่ภัยเทคนิคยังพุ่ง

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทย แม้ภาพรวมจำนวนคดีเริ่มชะลอตัวลงหลังหน่วยงานรัฐเพิ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายและเร่งปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่รูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการหลอกลงทุนและการโจมตีทางเทคนิคขั้นสูง ยังคงสร้างความเสียหายมูลค่าสูง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ ศปอส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลวิเคราะห์คดีอาชญากรรมออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 รวมระยะเวลา 120 วัน พบว่า มีการแจ้งความคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท
จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า รูปแบบการหลอกลวงสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีทั้งคดีจำนวนมากและคดีที่สร้างความเสียหายสูงแตกต่างกันไป
กลุ่มแรก คือ “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ซึ่งมีจำนวนคดีมากที่สุดถึง 85,215 คดี คิดเป็นเกือบ 70% ของคดีทั้งหมด โดยมีความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท สะท้อนว่าประชาชนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการซื้อขายออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
สถิติพบว่า เดือนมีนาคม 2569 เป็นช่วงที่คดีพุ่งสูงสุด มีจำนวน 22,908 คดี มูลค่าความเสียหาย 353.3 ล้านบาท ก่อนจะเริ่มลดลงในเดือนเมษายน เหลือ 20,823 คดี ความเสียหาย 288.3 ล้านบาท ซึ่งศูนย์ ACSC มองว่าเป็นผลจากมาตรการเตือนภัยและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก
ภายในกลุ่มนี้ “หลอกลวงผู้ซื้อ” ยังครองสัดส่วนสูงสุดเกือบ 93% ของคดีทั้งหมด คนร้ายนิยมสร้างเพจหรือบัญชี Instagram ปลอม ขายสินค้ายอดนิยม พร้อมใช้รีวิวปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนปิดการติดต่อหลังได้รับเงินโอน
อีกส่วนที่เริ่มพบมากขึ้น คือ การเรียกเก็บค่าบริการปลอม เช่น ค่าธรรมเนียมพัสดุ หรือ Tech Support Scam โดยมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่ง ส่ง SMS หรือ LINE หลอกให้กดลิงก์ชำระเงิน
ขณะที่ “กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน” แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่กลับสร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือกว่า 80% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยความเสียหายต่อคดีสูงถึง 166,449 บาท
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ ACSC ระบุว่าแนวโน้มคดีในกลุ่มนี้เริ่มลดลงต่อเนื่อง จากเดือนมกราคมที่มี 10,146 คดี เหลือ 6,642 คดีในเดือนเมษายน หรือลดลงประมาณ 34.5% ภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ ACSC ระบบรับแจ้ง AOC 1441 และมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น
รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ “หลอกให้ทำงานออนไลน์” ในลักษณะกดไลก์ รับออเดอร์ หรือทำภารกิจเสริม โดยเริ่มจากให้ผลตอบแทนจริงในช่วงแรก ก่อนหลอกให้ลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงถึง 149,000 บาท
ส่วน “หลอกลงทุน” แม้จำนวนคดีไม่มาก แต่สร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่มที่ 346,000 บาทต่อคดี โดยเฉพาะการลงทุนหุ้น Forex และคริปโตปลอม ที่มักใช้แอปพลิเคชันลงทุนปลอม หรือ OpenChat สร้างบรรยากาศการลงทุนหลอกลวง
นอกจากนี้ ยังพบการแอบอ้างเป็นตำรวจ DSI หรือ ปปง. เพื่อกดดันให้เหยื่อโอนเงินตรวจสอบบัญชี รวมถึงคดี Romance Scam ที่พัฒนาไปสู่รูปแบบ Hybrid Romance-Investment ผสมผสานความสัมพันธ์กับการลงทุนปลอม
อีกหนึ่งกลุ่มที่หน่วยงานด้านความมั่นคงให้ความสำคัญ คือ “การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก” แม้จะมีเพียง 673 คดี หรือคิดเป็น 0.55% ของทั้งหมด แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยสูงที่สุดถึง 211,686 บาทต่อคดี
ข้อมูลพบว่า เดือนมีนาคมเป็นช่วงที่คดีประเภทนี้ขยายตัวชัดเจน มีถึง 385 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 87.7 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการโจมตีแบบ Phishing การเจาะระบบ และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware
โดยเฉพาะ Ransomware แม้จำนวนคดีไม่มาก แต่สร้างความเสียหายรวมกว่า 50.6 ล้านบาท เฉลี่ยคดีละ 1.87 ล้านบาท กระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจจำนวนมาก คนร้ายจะเข้าถึงฐานข้อมูลขององค์กร ก่อนข่มขู่เปิดเผยข้อมูลหากไม่จ่ายเงิน
ศูนย์ ACSC จึงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลบริษัทลงทุนผ่านระบบ SEC Check First ทุกครั้งก่อนโอนเงิน พร้อมย้ำหลักสำคัญว่า “มีสติ ไม่เชื่อ ไม่รีบโอน” เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยออนไลน์ที่ยังคงเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
