รีเซต

สงครามอิสราเอล-สหรัฐฯVSอิหร่าน รศ.ดร.ปณิธานชี้เป้านิวเคลียร์แค่ฉากหน้า เกมจริงคือการเมือง

สงครามอิสราเอล-สหรัฐฯVSอิหร่าน รศ.ดร.ปณิธานชี้เป้านิวเคลียร์แค่ฉากหน้า เกมจริงคือการเมือง
TNN ช่อง16
1 มีนาคม 2569 ( 10:20 )
17

การเปิดฉากโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลท่ามกลางข้ออ้าง “โจมตีก่อนเพื่อป้องกันภัยคุกคาม” กลายเป็นชนวนที่ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค โดย รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในรายการ TNN World Today ว่า “หลักฐาน” ที่ใช้รองรับเหตุผลการโจมตี “คงจะเป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งกันของทั้ง 2 ฝ่าย” เพราะในเวทีระหว่างประเทศมีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

รศ.ดร.ปณิธานอธิบายว่า ฝั่งที่สนับสนุนสหรัฐ “ส่วนใหญ่ก็ออกมาสนับสนุนสหรัฐ…โดยเฉพาะทางการทูตและทางการเมือง” ยกตัวอย่าง “สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “โดยเฉพาะอย่างเช่น รัสเซียและจีน” ซึ่ง “รัสเซียก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แล้วก็ประณามการกระทำของสหรัฐไปแล้ว”

ชี้เป้าค่อนข้างชัด “เข้าสู่สงครามเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลอิหร่าน”

ในมุมของ รศ.ดร.ปณิธาน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปฏิบัติการตอบโต้เฉพาะหน้า แต่เป็นการ “ตัดสินใจเข้าสู่สงคราม” ที่มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน โดยระบุว่า “จริง ๆ คือเป็นการตัดสินใจเข้าสู่สงคราม…เพื่อ ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิหร่านค่อนข้างชัด” และมองว่าเป็น “สงครามที่สหรัฐเลือกเข้าสู่…สมรภูมิกับอิสราเอล” โดย “แบ่งสมรภูมิกันค่อนข้างชัดเจน”

อาจารย์ยังย้ำว่า ความขัดแย้งรอบนี้ “มีการเตรียมการค่อนข้างเป็นเวลานานจริง ๆ ทั้งสหรัฐ ทั้งอิสราเอล ทั้งอิหร่านก็เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี

รูปแบบการโจมตี “อิสราเอลมุ่งผู้นำ” สหรัฐมุ่ง “นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ”

รศ.ดร.ปณิธานให้รายละเอียดว่า อิสราเอล “เลือกไปโจมตี” โดย “หลายเชื่อว่าพยายามสังหารผู้นำทางการเมือง ทางการทหารเป็นหลัก” ขณะที่สหรัฐ “พยายามโจมตีที่ตั้งในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ที่ตั้งของขีปนาวุธ” แต่ “ยังไม่สำเร็จทั้งหมด” ส่งผลให้อิหร่าน “สามารถยิงโต้ตอบได้อย่างรวดเร็ว”

อาจารย์ระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ “บานปลายไปอยู่หลายประเทศ” และกล่าวถึงประเทศในภูมิภาคที่ “อยู่ในสภาวะที่ต้องเตรียมตัวต่อสู้ แล้วก็เข้าสู่สมรภูมิ” โดยเอ่ยถึง “บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย UAE กาตาร์…4-5 ประเทศเหล่านั้น”

ทำไมเจรจานิวเคลียร์ไม่พอ และไปสู่การใช้กำลัง

เมื่อถูกถามถึงการเจรจานิวเคลียร์ที่ดูมีท่าทีบวก แต่สุดท้ายสหรัฐยังโจมตี รศ.ดร.ปณิธานอธิบายเป็น “2 เหตุผล” หลัก และต่อยอดเป็นเงื่อนไขอื่นที่ทำให้การเจรจา “คลุมเครือและล้มเหลว”

เหตุผลแรก คือเงื่อนไขเรื่อง “การลด…การเร่งขีดความสามารถของแร่ยูเรเนียม” ซึ่งสหรัฐต้องการให้ “โครงการเหล่านี้ยุติลง” แต่อิหร่าน “ในที่สุดแล้วก็คงไม่ยอม” เพราะผู้บริหารอิหร่านมองว่า หากยุติจะ “ไม่สามารถต่อรองหรือป้องกันตนเอง” และจะกลายเป็น “ภัยกับอิหร่านในอนาคต”

เหตุผลที่สอง คือเรื่อง “การลดจำนวนขีปนาวุธ” และ “ควบคุมที่ตั้งขีปนาวุธ” ซึ่งอาจารย์มองว่าในทางเทคนิค “อิหร่านสามารถยอมหรือเจรจากันได้” ในบางส่วน แต่ยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกอย่างน้อย 2 เรื่องที่อิหร่านมองว่า “ลดหรือยุติไม่ได้”

  • เงื่อนไขด้าน “การบริหารจัดการ การปราบปราม การจับกุม การควบคุมประชาชนของตนเองในประเทศ” ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็น “การแทรกแซงกิจการภายใน” และมองว่าสหรัฐ “กำลังกระตุ้นให้ประชาชน…ต่อสู้กัน” จึง “จะไม่ยอม”

  • เงื่อนไขให้ “อิหร่านลดบทบาท ลดการสนับสนุนพันธมิตรของอิหร่าน” ที่อิหร่านใช้เป็น “เครื่องมือในการต่อรอง” และเป็นส่วนหนึ่งของ “การป้องกันตนเอง” โดยยกตัวอย่าง “กลุ่มฮูตี” และ “อีกหลายกลุ่ม…ไม่ว่าจะเป็นฮิสบ…และอื่น ๆ”

รศ.ดร.ปณิธานสรุปภาพการตัดสินใจของเตหะรานว่า สุดท้ายอิหร่านประเมินว่า “เผชิญหน้ากับสหรัฐจะดีกว่ายอมในเงื่อนไขเหล่านี้” เพราะ “หากยอม…รัฐบาลอาจจะล้มอยู่ดี”

“อิหร่านอ่อนแอที่สุด” นิวเคลียร์เป็นธงนำ แต่เกมจริงคือเปลี่ยนระบอบ

ประเด็น “อิหร่านอ่อนแอที่สุด” ที่อาจารย์เน้น สอดคล้องกับการประเมินว่าเหตุปะทะเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายตรงข้ามมองว่าได้เปรียบ โดย รศ.ดร.ปณิธานชี้ว่า อิหร่าน “สูญเสียพันธมิตร” ในภูมิภาคหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น “ฮิสบุลเลาะห์” และ “ระบอบอัลอาซาด” ที่เคยเป็นพันธมิตรแนบแน่น “ถูกโค่นล้มลงไปแล้ว” 

อีกด้านหนึ่งคือแรงสั่นสะเทือนภายในประเทศจาก “ประชาชนคนในอิหร่านลุกฮือขึ้นประท้วงผู้นำ ประท้วงระบอบการปกครอง” ซึ่งอาจารย์มองว่าเป็น “จังหวะโอกาสที่ดี” สำหรับฝ่ายที่ต้องการโค่นล้ม

ในภาพรวม รศ.ดร.ปณิธานย้ำว่า การเลือกใช้กำลังครั้งนี้จึงเป็น “การตัดสินใจเข้าสู่สงคราม” ที่ “ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล” มากกว่าการหยุดยั้งนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว

สงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน “วัดกันที่ผลโจมตี” และ “กำลังโต้ตอบ”

รศ.ดร.ปณิธานประเมินว่า ระยะเวลาความยืดเยื้อ “คงจะอยู่ที่การโจมตีที่สำเร็จหรือไม่” โดยเฉพาะต่อ “ตัวบุคคล ต่อผู้นำของอิหร่าน” ถ้าประสบความสำเร็จสูง “อาจจะไม่บานปลาย” ในแง่การโจมตีทางอากาศ แต่ถึงอย่างนั้น “ความวุ่นวาย” ภายในอาจ “เกิดขึ้นอย่างยาวนานและต่อเนื่อง”

ในอีกมุมหนึ่ง อาจารย์ย้ำศักยภาพของอิหร่านว่า “อิหร่านมีความสามารถไม่น้อย” และ “สามารถโต้ตอบ” ได้ “เร็วกว่า ปีที่แล้ว” ซึ่งครั้งก่อนใช้เวลาหลายสิบชั่วโมง ขณะที่ครั้งนี้ “ในชั่วโมงที่ผ่านมา” เห็นการตอบโต้เร็วขึ้น หาก “ขีดความสามารถของอิหร่านยังไม่หมดไป” และ “พันธมิตรของอิหร่านยังเคลื่อนไหวอยู่ได้” ก็มีโอกาสที่ความยืดเยื้อจะลากยาว

เป้ากดดันสหรัฐ “ทำให้เกิดความเสียหายต่อชาวอเมริกัน” เพื่อเร่งจบสงคราม

รศ.ดร.ปณิธานให้ภาพว่า อิหร่านอธิบายการโจมตีกลับว่าเป็น “การป้องกันตนเอง” และมุ่งทำลาย “ฐานทัพของสหรัฐ” ในประเทศที่เป็นที่ตั้ง โดยชี้ว่ามีคนเชื่อว่า หาก “พลเมืองสหรัฐ…ทหารของสหรัฐเสียชีวิต” จะเป็น “แรงกดดันอย่างทันทีต่อประธานาธิบดีของสหรัฐ” และ “อาจจะทำให้สงครามยุติลงได้เร็ว” ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอิหร่าน “สามารถยืนอยู่ได้”

อาจารย์ยังเชื่อมโยงกับบริบทการเมืองสหรัฐว่า เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อผู้นำสหรัฐในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอม โดยกล่าวถึง “อีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า” และ “คะแนนนิยม” ที่ “ค่อนข้างจะต่ำกว่า” ช่วงเข้ารับตำแหน่ง

ไพ่ที่อิหร่านยังมี “เวทีนานาชาติ” และแรงกดดันจากจีน-รัสเซีย

แม้อิหร่านอยู่ในภาวะยากลำบาก รศ.ดร.ปณิธานมองว่า อิหร่านยังมี “พันธมิตรที่ช่วยเหลืออยู่ในระบบนานาชาติ” และมีการ “เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงเปิดประชุมฉุกเฉิน” เพื่อให้มหาอำนาจอื่น “ช่วยเหลือผ่านทางเวทีการเมืองระหว่างประเทศเพื่อกดดันสหรัฐ” โดยระบุว่า จีนและรัสเซีย “อาจจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง” แต่ “สามารถเพิ่มแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้กับสหรัฐได้”

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐ “มุ่งมั่น…หลังจากเตรียมตัวมานาน” และ “เห็นเป็นโอกาสสำคัญที่สุด” ช่องทางการต่อรองก็ “ค่อนข้างน้อย” และสถานการณ์จึงยังต้องติดตามผลของการปะทะในช่วงถัดไปเป็นตัวชี้วัด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง