ทุเรียนล้นตลาดราคาดิ่ง เร่งขายออนไลน์

ช่วงเทศกาลผลไม้ของไทยจะมีปริมาณผลผลิตทะลักออกสู่พร้อมกันจำนวนมหาศาลและมักจะมีปัญหาเรื่องของผลผลิตล้นตลาดและราตกต่ำ เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งผลไม้ ทำให้ปีนี้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมการเข้าไปดูแลรับมือปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆในหลายวิธีการทั้งการหาช่องทางการขายใหม่ๆ ทั้งการไลฟ์ขายทุเรียนกับอินฟูลเอนเซอร์จีน การดึงแม่ค้าออนไลน์ชื่อดังอย่างพิมรี่พายมาไลฟ์ขายทุเรียนซึ่งสร้างกระแสความสนใจหันมาซื้อทุเรียนบริโภคกันอย่างล้นหลามแม้ว่าปริมาณที่ไลฟ์ขายจะไม่ได้มากหากเทียบกับปริมาณทุเรียนที่จะออกมาปีนี้มากกว่าปีที่แล้วกว่า 30% ทำให้ต้องมีการเจาะตลาดส่งออกใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักกว่า 90%ของทุเรียนไทยเช่นทางเมืองและมณฑลใหม่ๆที่ยังเข้าไปไม่ถึง
สำหรับการไลฟ์ขายทุเรียน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับอินฟูลเอนเซอร์จีนก่อนหน้านี้ ขายไป 3 ชั่วโมงได้เงิน15 ล้านบาท ส่วนพิมรี่พายตั้งเป้าขายทุดเรียน 1 ล้านลูกราคาขั้นต่ำลูกละ 100 บาท ซึ่งในการขายมีหลายราคาอยู่ที่จำนวนและการคัดไซด์ด้วย โดยมีคนดูไลฟ์สดกว่า 7 แสนคนนับว่าเป็นอีกครั้งที่ “พิมรี่พาย” สร้างกระแสความสนใจผ่านช่องทางไลฟ์สินค้าที่เธอถนัด ใช้ความจริงใจและการลงมือทำเป็นจุดขาย นำมาสร้าง “เรื่องราว” รวมทั้ง ใช้ “ราคา” มาเป็นตัวกระตุ้นกระแสให้กับสังคม สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ Influencer มาเป็นกลไกสำคัญ
ที่สำคัญช่องทางออนไลน์ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถขายทุเรียนจากสวนส่งตรงถึงบ้าน โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และรับมือกับการถูกกดราคาหน้าสวนได้อีกทางหนึ่ง และทำให้คนไทยหันมาบริโภคทุเรียนกันมากขึ้นหากราคาไม่แพงจนเกินไป
นอกจากการไลฟ์สดที่กล่าวมาแล้วยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce ซึ่งหลังจากนี้น่าจะได้เห็นการขายทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งนางศุภจีมองว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ในตอนเซ็ปต์ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก
แล้วปีนี้ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงต้องให้ความสำคัญกับการเร่งกระจายผลผลิตทุเรียนตั้งแต่ต้นฤดูกาล เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีนี้คาดว่าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33%จากปี 2568 ซึ่งมีว่าผลิตรวม 1.68 ล้านตัน
โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็น 48% ของทั้งประเทศ และผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ
ทำให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานเชิงรุก โดยเมื่อเร็วๆนี้ นางศุภจี ยังได้ลงพื้นที่หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี สมาคมทุเรียน ผู้ประกอบการล้ง หอการค้าจังหวัด และเกษตรกร เพื่อรับมือกับทุเรียนที่ในปีนี้เพราะหากผลผลิตออกมามากและส่งออกไม่ทัน ก็อาจจะส่งผลกระทบกับราคา ดังนั้น สิ่งที่คุยกันครอบคลุมตั้งแต่ต้องเพิ่มการแปรรูป เพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปีด้วยวิธีที่หลากหลาย โดยเฉพาะการแปรรูป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เช่น การพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งห้องเย็นและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงเพื่อให้ทุเรียนผลสดของไทยสามารถขายได้ทั้งปี ด้วยคุณภาพที่ดี เพราะ “คุณภาพต้องมาก่อน” และต้องได้ราคาที่ดีด้วย
นอกจากนั้นกระทรวงพาณิชย์ยังมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณ 70% และบริโภคในประเทศ 30% โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตตลาดในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้างโมเดิร์นเทรด กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์
จากแนวทางที่กล่าวมาสะท้อนถึงการทำงานแบบบูรณาการด้วยการผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เราจะทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพผลผลิต รวมถึงเร่งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหารน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง
อย่างไรก็ตามอย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้สวนบางแห่งเร่งตัดเร็วส่งผลต่อเกรดทุเรียนส่งออกมีอัตราน้อยลง อีกทั้งเจอเวียดนามสวมสิทธิทุเรียนไทยและส่งออกไปจีนในราคาต่ำกว่าไทย 50 บาทต่อกก. ส่งผลให้การขายในประเทศราคาทุเรียนเกรด AB ช่วงต้นฤดูกาลปีนี้ลงมาอยู่ที่ประมาณ 135–140 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ชาวสวนเห็นว่าควรจะอยู่ที่190 บาทขึ้นไป เพราะเมื่อเทียบกับราคาทุเรียนปี 2568 ในช่วงต้นฤดูกาล (ก.พ.-มี.ค.) หมอนทองเกรด AB ราคาอยู่ที่ประมาณ 230-280 บาท/กก. ส่วนพันธุ์กระดุมเริ่มต้นที่ 130-200 บาท/กก ซึ่งปีนี้จากผลผลิตที่มากขึ้นทำให้ช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันทั้ง3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง ตราด จะกดดันราคาตลาดให้ตกต่ำลงไปอีก
ในด้านการผลักดันการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ได้ส่ง ทีมด่านหน้าโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก โดยให้ไปประจำด่านสำคัญ ทั้งเส้นทางผ่านเวียดนามและลาว (ด่านเชียงของ) ไปยังจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ และกระจายการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ รวมถึงจีนตอนในและตะวันตก และตั้งเป้าปีนี้ส่งออกทุเรียนไปจีนได้ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน จากปี 2568 ที่ผ่านมาที่ไทยมีการส่งออกทุเรียนไปจีน มูลค่า 150,000 ล้านบาท ปริมาณ 930,000 ตัน ส่วนปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 เมษายน 2569 มีการส่งออไปจีนแล้วกว่า 252,690 ตัน มูลค่า 29,288 ล้านบาท โดยมีเส้นทางขนส่งสำคัญผ่านด่านเชียงของและด่านนครพนม
ส่วนภาพรวมปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปตลาดทั่วโลก ปริมาณทั้งสิ้น 979,045 ตัน มูลค่า 4,368 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 125,737 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.71 ขณะที่ปี 2569 ช่วงสามเดือนแรก(มกราคม–มีนาคม) ส่งออกไปแล้ว 101,773 ตัน มูลค่า 506 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,000 - 16,500 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 181.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
การที่ปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นรัฐบาลจึงตั้งใจจะเพิ่มยอดส่งออกให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ก็ต้องดูแลควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนซึ่งในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด
ส่วนในระยะต่อไปการแปรรูปเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะหากผลผลิตออกมากและส่งออกไม่ทัน อาจกระทบราคา ดังนั้นต้องเพิ่มการแปรรูป ทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ในหลากหลายวิธี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
