รีเซต

ดีลอยท์ เผยไทยขึ้นแท่น นิยม รถไฮบริด-อีวี สูงสุดในเอเชีย

ดีลอยท์ เผยไทยขึ้นแท่น นิยม รถไฮบริด-อีวี  สูงสุดในเอเชีย
TNN ช่อง16
1 พฤษภาคม 2569 ( 10:00 )

ดีลอยท์ (Deloitte) ระบุว่า ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคไทย 58% ระบุว่ามีแนวโน้มเลือกซื้อรถยนต์ไฮบริดหรือรถ EV ในการซื้อครั้งถัดไป ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 42.8% ปัจจัยหลักที่ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศไทย ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงที่ต่ำลง 50% ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ 50% ความเร็วในการชาร์จที่เพิ่มขึ้น 47% และระยะทางการขับขี่ที่ยาวขึ้น 46%


ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน 2026 Global Automotive Consumer Study: Southeast Asia Perspectives โดยดีลอยท์ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคจำนวน 6,013 คน ใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงผู้บริโภคกว่า 1,000 คนในประเทศไทย


อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภค กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน EV โดยแม้ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ EV จำนวน 75% คาดว่าจะชาร์จรถยนต์ EV ที่บ้าน แต่มีเพียง 36% ที่สามารถเข้าถึงจุดชาร์จในที่พักอาศัยได้จริง 


 สำหรับการชาร์จรถยนต์ EV นอกบ้าน ผู้บริโภคไทย 51% แสดงความต้องการใช้สถานีบริการน้ำมันแบบดั้งเดิมที่มีเครื่องชาร์จรถ EV ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการผสานเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิม ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 76% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการชาร์จเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดชาร์จสาธารณะ สะท้อนถึงความสำคัญของอัตราค่าบริการที่เข้าถึงได้ 

นายลี ซอง จิน (Lee Seong Jin) Automotive Sector Leader ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย กล่าวว่า แม้ว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักในระยะสั้นของตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำการใช้รถยนต์ NEV ในภูมิภาค จากความสนใจของผู้บริโภคและปัจจัยตลาดที่เอื้ออำนวย


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง จะขึ้นอยู่กับการลดอุปสรรคในประสบการณ์การเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึง ความสะดวก และต้นทุนของการชาร์จ ผู้ประกอบการยานยนต์จำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักวางผังเมือง เพื่อสร้างโซลูชันระบบนิเวศที่จะช่วยขยายการใช้ในวงกว้าง 


ทั้งนี้ ผู้บริโภคไทยมีความตระหนักเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าความรับผิดชอบหลักควรอยู่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ 29% รองลงมาคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ 18% และผู้ให้บริการรีไซเคิลเฉพาะทาง 16% สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อการใช้งานรถยนต์ NEV เพิ่มมากขึ้น


*การเปลี่ยนแบรนด์สูง ขณะที่ความเชื่อมั่นในดีลเลอร์ยังแข็งแกร่ง

ผลการศึกษาพบว่า ตลาดรถยนต์ไทยมีการแข่งขันสูง โดยผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ในระดับสูง ผู้บริโภคไทย 38% เปลี่ยนแบรนด์รถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย นอกจากนี้ ผู้บริโภค 64% ระบุว่ามีแนวโน้มจะเปลี่ยนแบรนด์ในการซื้อรถยนต์ครั้งถัดไป


ทั้งนี้ การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากคุณภาพสินค้า 58% ฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีของรถยนต์ 50% สมรรถนะของรถ 47% ราคา 44% และเครือข่ายบริการหลังการขาย 36%


โดยสิ่งนี้สะท้อนถึงตลาดที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันสูงขึ้น โดยความภักดีต่อแบรนด์กำลังถูกปรับเปลี่ยนตามความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทสำคัญของความสัมพันธ์ด้านบริการลูกค้าในการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ


ทั้งนี้ มีผู้บริโภคไทย 53% สนใจซื้อรถยนต์โดยตรงจากผู้ผลิตผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงการเปิดรับโมเดล Direct-to-consumer ที่ยังจำกัด


ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 81% เลือกใช้บริการบำรุงรักษากับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค และ "ความเชื่อมั่น" ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกผู้ให้บริการ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ความเชื่อมั่นมีความสำคัญมากกว่าคุณภาพของงานบริการ 


*ยานยนต์เชื่อมต่อเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต


ผู้บริโภคไทยเริ่มเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อและซอฟต์แวร์มากขึ้น โดย 67% สนใจฟีเจอร์ปรับแต่งด้วย AI นอกจากนี้ ยังมีความเต็มใจที่จะจ่ายบริการเชื่อมต่อ เช่น ระบบติดตามป้องกันการโจรกรรม 84% ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน 80% และประกันภัยรถยนต์ที่ปรับตามพฤติกรรมการขับขี่ 74%


อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการใช้งานจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคไทยมีความกังวลด้านการแบ่งปันข้อมูลในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งในด้านข้อมูลจากอุปกรณ์เชื่อมต่อ ตำแหน่งรถ และระบบตรวจสอบภายในห้องโดยสาร


น.ส.จันทิรา จันทราชัยโชติ Consumer Industry Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความพร้อมด้านรถยนต์ NEV ที่เพิ่มขึ้น พลวัตของความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป จนถึงการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อ ผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนแบรนด์มากขึ้น เปิดรับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่ยังคงยึดโยงกับความสัมพันธ์ระยะยาวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ความสำเร็จของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความซับซ้อนนี้ โดยผสานกลยุทธ์ เทคโนโลยี การดำเนินงาน และความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ตั้งแต่การเป็นเจ้าของ การบริการ การชาร์จพลังงาน ไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล องค์กรที่สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่การเปลี่ยนผ่านแบบบูรณาการ จะเป็นผู้ชนะในช่วงถัดไปของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง