ศึกหนัก EV โลก "ญี่ปุ่น" ถอยดันไฮบริดสู้กลับ!

บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าฮอนด้าประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดสหรัฐฯ โดยจะยุติการผลิต Honda Prologue รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเม็กซิโกและพัฒนาร่วมกับ General Motors ภายในปีนี้ ก่อนจะยุติการจำหน่ายหลังสิ้นสุดรุ่นปี 2026
นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายล่าสุดที่ลดบทบาทในตลาด อีวี สหรัฐฯ หลังความต้องการของผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คาดไว้ โดยฮอนด้าจะกลับไปให้ความสำคัญกับ รถยนต์ไฮบริด และ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยในช่วงครึ่งแรกของปี ยอดขายรวมของฮอนด้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากแรงหนุนของรถยนต์ไฮบริดในรุ่นยอดนิยม
สำหรับ Honda Prologue เปิดตัวในปี 2024 ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนรุกตลาด อีวี โดยฮอนด้ามีแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่น ที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เร่งลงทุนใน อีวี มาเป็นการเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฮบริด 15 รุ่นใหม่ ภายในเดือนมีนาคม ปี 2030 โดยมุ่งเน้นตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายืนยันว่าจะยังคงจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดอื่นทั่วโลกต่อไป
นอกจาก ฮอนด้าแล้ว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายต่างทยอยชะลอแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง
เช่น มาสด้า เลื่อนกำหนดเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองจากปี 2027 ไปเป็นปี 2029 พร้อมลดงบลงทุนด้าน อีวี จากราว 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผ่านบริษัทร่วมทุนกับ Changan ของจีนต่อไป
ส่วน ซูบารุ ก็เลื่อนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองออกไปอย่างไม่มีกำหนด และปรับแผนโรงงาน อีวี แห่งใหม่ให้หันมาผลิตรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินและรถยนต์ไฮบริดแทน หลังจากปลายปีที่ผ่านมา บริษัทประกาศปรับทิศทางการลงทุนจาก อีวี มาสู่การพัฒนาไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายในมากขึ้น
สื่อเว็บไซต์ Electrek รายงานว่า กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ทั้ง โตโยต้า ฮอนด้า ซูบารุ และมาสด้า ต่างก็เลื่อนหรือลดขนาดโครงการรถยนต์ไฟฟ้าลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยใช้เหตุผลที่ว่า ความต้องการในสหรัฐฯ ลดลง แต่ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับตลาดโลกที่ยอดขาย อีวี ทั่วโลกกำลังเติบโตและคู่แข่งจากจีนกำลังขยายตัวอย่างแข็งขัน ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นถอยกลับไปสู่ความเชี่ยวชาญของตน คือ รถยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ด้านผู้เชี่ยวชาญในตลาดรถยนต์ไทย คุณ นิธิ ท้วมประถม บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ Autolifethailand กล่าวว่า ปัจจุบันจีนได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกแล้ว โดยผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมทั้งฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นต่างยอมรับว่า การไล่ตามเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของจีนให้ทัน เป็นเรื่องยาก
และหากยังเดินตามเกมของจีนต่อไป ก็มีโอกาสตกเป็นฝ่ายตามในระยะยาว ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมจึงเลือกกลับมาพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีไฮบริด หรือ เครื่องยนต์ดีเซล รุ่นใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและกลับมาแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์จีนในอีกแนวทางหนึ่ง
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า โตโยต้า เสนอแนวคิด ให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ร่วมมือกันกำหนด มาตรฐานชิ้นส่วนร่วมของญี่ปุ่น เพื่อรับมือการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่กำลังรุกตลาดโลกอย่างหนัก
โดย โคจิ ซาโตะ (Koji Sato) รองประธานบริษัทโตโยต้า เชื่อว่า การกำหนดมาตรฐานการใช้ชิ้นส่วนบางประเภทภายใต้ Japan Standard หรือ มาตรฐานญี่ปุ่น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเร่งการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเขาบอกว่า "หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะอยู่รอดไม่ได้"
ข้อเสนอดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เร่งแย่งส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก โดย ซาโตะ เสนอให้กำหนดมาตรฐานร่วมสำหรับชิ้นส่วนพื้นฐาน เช่น เหล็ก, ชุดสายไฟ (Wiring Harness) ชิ้นส่วนพลาสติก ให้ใช้ร่วมกันในทุกค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนในการผลิต และนำทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่
อย่างไรก็ดี แม้การผลักดันให้หลายค่ายรถ ใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานเดียวกัน จะเป็นเรื่องท้าทาย แต่ซาโตะมองว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และจำเป็นต้องร่วมมือกันปฏิรูปเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
