งบเลือกตั้ง–ประชามติ 2569 8,978 ล้าน กับคำถามต่อปัญหาการทำงานของ กกต.

8,978 ล้านบาท คืองบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง และทำประชามติปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา
ซึ่งตอนนี้ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้เริ่มใช้เงินส่วนนี้ ในการเตรียมการ จัดทำการเลือกตั้งต่างๆ แล้ว แต่พร้อมๆ กับการเตรียมการ เรากลับพบปัญหา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ถึง กกต. ว่าทำให้การเลือกตั้ง ดูจะเข้าใจยาก และกระทบสิทธิของหลายๆ คน สวนทางกับงบประมาณ
งบประมาณเลือกตั้ง 2569 และการใช้งบของ กกต.
การเลือกตั้ง สส. และการทำประชามติในปี 2569 ได้รับการอนุมัติงบประมาณสูงถึง 8,978 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง และทำประชามติครั้งก่อนๆ นั้น ถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยงบก้อนนี้ แบ่งเป็นงบที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ดำเนินการโดยตรง 7,276 ล้านบาท และงบสำหรับหน่วยงานสนับสนุนอีกกว่า 1,701 ล้านบาท
ซึ่งตอนนี้ กกต.ก็ได้เริ่มใช้งบส่วนนี้ไปแล้ว เช่น
จัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ 19 ล้านฉบับ ด้วยงบ 169.1 ล้านบาท
จ้างพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ด้วยงบ 56,100,000 บาท
จ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ 56,100,000 ฉบับ ด้วยงบ 67,320,000 บาท
จ้างจัดทำหีบบัตรเลือกตั้งและหีบบัตรออกเสียง จำนวน 287,500 ใบ ด้วยงบ 35,574,250 บาท
จัดทำสายรัดหีบบัตรเลือกตั้ง จำนวน 3,400,000 เส้น ด้วยงบ 6,800,000 บาท
จ้างพิมพ์ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบชัญชีรายชื่อ จำนวน 107,500 หน่วยๆ ละ 10 ฉบับ รวมจำนวน 1,075,000 ฉบับ ด้วยงบ 1,773,750 บาท
จ้างพิมพ์ตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 107,500 หน่วย หน่วยละ 5 ฉบับ รวมจำนวน 537,500 ฉบับ ด้วยงบ 725,625 บาท
จ้างพิมพ์บัตรทาบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้สูงอายุ จำนวน 215,000 แผ่น ด้วยงบ 5,300,000 บาท
จ้างพิมพ์บัตรทาบบัตรออกเสียงประชามติ สำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้สูงอายุ จำนวน 107,500 แผ่น ด้วยงบ 1,612,500 บาท
จ้างจัดหาคูหาลงคะแนน สำหรับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ ด้วยงบ 51,301,129 บาท
จัดสถานที่และจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ด้วยงบ 3,384,410 บาท
จ้างทำวัสดุอุปกรณ์ สำหรับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และออกเสียงประชามติ จัดหาแนวกั้นแถบพลาสติก จำนวน 170,000 ม้วน ด้วยงบ 4,250,000 บาท
เช่าสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ด้วยงบ 2,880,000 บาท
จัดศูนย์รายงานผลการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยงบ 1,000,000 บาท
และอื่นๆ อีก เป็นต้น
โดยหากย้อนไปดูการเลือกตั้ง และการทำประชามติ 3 ครั้งล่าสุดนั้น จะพบว่า ใช้งบไปทั้งสิ้น
เลือก สส. ทั่วไป ปี 2566 งบ 5,945,161,000 บาท
เลือก สส. ทั่วไป ปี 2562 งบ 5,800 ล้านบาท
ประชามติ (ร่าง รธน. 60) ปี 2559 งบ 1,200 ล้านบาท
ซึ่งเห็นได้ว่า งบในครั้งนี้ มีจำนวนมากเนื่องจากเป็นการรวมทั้งเลือกตั้ง และประชามติรวมกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่ามากกว่า งบประมาณของการเลือกตั้ง และการทำประชามติรวมกันเสียอีก
ปัญหาที่พบ และการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต.
แต่กับการใช้งบประมาณที่ไปแล้ว เราก็เริ่มเห็นปัญหา และการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ถึงการเตรียมการเลือกตั้งหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น
การปรินท์ข้อมูลในหนังสือคู่มือประชามติคลาดเคลื่อน ไม่มีการแจ้งให้ทำเครื่องหมายกากบาท ทั้งสีบัตรยังไม่เหมือนของจริง ซึ่งคู่มือนี้ใช้งบไปถึง เกือบ 170 ล้านบาท
การไม่สามารถลงประชามติล่วงหน้าในประเทศ รวมถึงไม่มีแบบส่งไปรษณีย์ ซึ่งทาง กกต.ชี้แจงว่า เพราะ อาจไม่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ เสี่ยงถูกชักนำหรือบังคับขณะออกเสียงอีกทั้งมีข้อจำกัดด้านการจัดส่งบัตรให้ถึงผู้มีสิทธิ และการส่งบัตรกลับภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
การลงทะเบียนประชามตินอกเขตกระชั้นชิด มีเพียงแค่ 3 วัน ซึ่งแม้จะมีการร้องขอให้ กกต.ขยายเวลาออกไป เพราะเป็นการเปิดลงทะเบียนช่วงปีใหม่ และหลายคนไม่รับรู้ แต่ กกต.ก็ชี้แจงว่า ไม่สามารถขยายได้ และหากขยายเวลา จะกระทบกระบวนการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศกว่าแสนหน่วย ซึ่งมีกรอบเวลาชัดเจนตามกฎหมาย
การลงทะเบียนต้องทำ 2 รอบ สร้างความสับสน โดยหลังการเปิดลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต นอกราชอาณาจักร และล่วงหน้าไปแล้ว มีการเปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตภาพหลัง แต่หลายคนไม่ได้รับข่าวสาร และพลาดโอกาสในการลงทะเบียนอีกครั้ง
การให้ข้อมูลพรรคการเมืองเรื่องรณรงค์ประชามติได้หรือไม่ ไม่ชัดเจน คาดเคลื่อน โดยในตอนแรกนั้น กกต.ได้ชี้แจง พรรคการเมืองว่าไม่สามารถรณรงค์เรื่องประชามติได้ แต่ภายหลังได้แก้ไข โดยระบุว่าสามารถรณรงค์ได้แล้ว หลังจากไปพิจารณาข้อกฎหมาย
ซึ่งในวันเลือกตั้งจริงนั้น ก็ยังมีข้อกังวลจากภาคประชาชนหลายส่วน ว่าการเตรียมพร้อมจะนำไปสู่ปัญหาอีกหรือไม่ เช่น การต้องรับบัตร และเข้าคูหาสองรอบ เพื่อเลือกทั้ง สส. และประชามติที่แยกกันด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
