รีเซต

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย 7.7 ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังอยู่ในค่าเฉลี่ยโลก

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย 7.7 ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังอยู่ในค่าเฉลี่ยโลก
TNN ช่อง16
18 สิงหาคม 2569 ( 23:14 )
8

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 15 สิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจ หลังเกิดความเสียหายในพื้นที่ใกล้ศูนย์กลาง รวมถึงมีรายงานสึนามิขนาดเล็กและอาฟเตอร์ช็อกตามมาเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางคำถามว่าเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ของโลกในช่วงปีนี้ มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ และประเทศไทยต้องเฝ้าระวังมากเพียงใด

รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ TNN อธิบายว่า ในภาพกว้าง เหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวบริเวณที่แผ่นออสเตรเลียและแผ่นซุนดาเข้าหากัน ทำให้เกิดทั้งแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่และรอยเลื่อนย่อย โดยแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดเกิดบนแนวรอยเลื่อนย่อย แต่ไม่ได้หมายความว่ารอยเลื่อนดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก

อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ คือ จุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ค่อนข้างตื้นและใกล้พื้นที่ชุมชน จึงทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลต่ออาคารและประชาชนมากขึ้น

ทำไมเกิดสึนามิ แต่คลื่นไม่รุนแรงเท่าปี 2547

รศ.ดร.ภาสกร อธิบายว่า ตำแหน่งการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ใต้ทะเล และมีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่ง จึงสามารถทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวและเกิดสึนามิได้ แต่คลื่นที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและส่งผลหลักในบริเวณใกล้ศูนย์กลาง จัดอยู่ในลักษณะของ “สึนามิท้องถิ่น”

หลักสำคัญของการเกิดสึนามิจากแผ่นดินไหว คือ พื้นทะเลต้องมีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งมากเพียงพอ หรืออาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ดินถล่มใต้ทะเล ซึ่งสามารถเพิ่มความสูงของคลื่นได้

หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2547 ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ขนาดและพื้นที่ของการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน โดยเหตุการณ์ปี 2547 เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก และมีแนวการเลื่อนตัวเป็นระยะทางยาว ส่งผลให้มีการปลดปล่อยพลังงานและเคลื่อนมวลน้ำในปริมาณมากกว่าครั้งล่าสุดอย่างชัดเจน

แม้ตัวเลขขนาดแผ่นดินไหวระดับ 7 กว่า กับระดับ 9 จะดูแตกต่างกันไม่มากเมื่อพิจารณาเฉพาะตัวเลข แต่มาตราขนาดแผ่นดินไหวไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า หากเปรียบเทียบในด้านพลังงาน ความแตกต่างสามารถอยู่ในระดับหลายร้อยถึงประมาณพันเท่า

อาฟเตอร์ช็อกกว่า 1,600 ครั้งผิดปกติหรือไม่?

สำหรับรายงานอาฟเตอร์ช็อกจำนวนมากหลังเหตุการณ์ รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามปกติหลังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยแผ่นดินไหวระดับ 7 สามารถมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาได้จำนวนมาก

ช่วงที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกถี่ที่สุดมักอยู่ใน 24 ชั่วโมงแรก จากนั้นจำนวนและความถี่จะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา ขณะที่อาฟเตอร์ช็อกส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลัก โดยเหตุการณ์ขนาดใหญ่จะมีจำนวนน้อยกว่าเหตุการณ์ขนาดเล็ก

ดังนั้น จำนวนอาฟเตอร์ช็อกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาใช้สรุปได้ว่ากำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าเดิม

แผ่นดินไหวอินโดนีเซียจะกระตุ้นแผ่นดินไหวใหญ่ที่อื่นหรือไม่?

อีกข้อกังวลคือ แผ่นดินไหวขนาด 7.7 จะสามารถส่งต่อแรงไปกระตุ้นแผ่นธรณีบริเวณอื่น เช่น ญี่ปุ่น หรือพื้นที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้หรือไม่

รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันว่าแผ่นดินไหวในพื้นที่หนึ่งจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรโดยตรง แม้บริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุอาจเกิดการปรับตัวและมีแผ่นดินไหวตามมาได้

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หรือภูมิภาคอื่นของโลกยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างและแนวรอยต่อของแผ่นธรณีที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดห่างกันมาสรุปว่าเป็นการส่งต่อพลังงานถึงกันโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

ปี 2569 แผ่นดินไหวใหญ่ยังอยู่ในค่าเฉลี่ย

รศ.ดร.ภาสกร ให้ข้อมูลว่า โดยเฉลี่ยทั่วโลกเกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 7-8 ราว 15-20 ครั้งต่อปี ขณะที่ในปี 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม มีเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7 กว่าเกิดขึ้นประมาณ 11 ครั้ง ตามข้อมูลที่กล่าวถึงในการสัมภาษณ์

ตัวเลขดังกล่าวจึงยังอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ย และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปีนี้โลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ถี่กว่าปกติ

ส่วนแผ่นดินไหวตั้งแต่ขนาด 8 ขึ้นไป หากพิจารณาสถิติในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา จะเกิดเฉลี่ยประมาณปีละ 1 ครั้ง แต่ไม่สามารถระบุล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดในประเทศหรือภูมิภาคใด

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นหลักคือแนวรอยต่อของแผ่นธรณี โดยเฉพาะบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” รอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัสเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปจนถึงนิวซีแลนด์ และเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เป็นประจำ

ทำไมคนไทยบางพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

แม้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ห่างจากประเทศไทย แต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ขนาดใหญ่สามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลได้ ขณะที่ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่มีส่วนกำหนดว่าประชาชนจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้มากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.ภาสกร อธิบายว่า พื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งและมีชั้นดินอยู่ด้านบน เช่น แอ่งกรุงเทพฯ หรือแอ่งเชียงใหม่ สามารถทำให้คลื่นแผ่นดินไหวบางช่วงถูกขยายขึ้นได้

โดยเฉพาะเมื่อความถี่ของคลื่นแผ่นดินไหวสอดคล้องกับความถี่ธรรมชาติของอาคาร อาจทำให้อาคารเกิดการโยกตัวชัดเจนขึ้น ผู้ที่อยู่บนอาคารสูงจึงอาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าผู้ที่อยู่บนพื้นดินหรือพื้นที่ฐานหิน แม้อยู่ในระยะห่างจากศูนย์กลางใกล้เคียงกัน

ไทยมีเวลารับมือสึนามิจากแหล่งกำเนิดไกล

ในด้านความเสี่ยงสึนามิของประเทศไทย รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สามารถทำให้เกิดสึนามิเดินทางมายังชายฝั่งไทยอยู่ค่อนข้างไกล ทำให้ประเทศไทยมีช่วงเวลาสำหรับตรวจสอบและแจ้งเตือนก่อนคลื่นเดินทางถึงชายฝั่ง

จากคำอธิบายในการสัมภาษณ์ หากเกิดเหตุจากแหล่งกำเนิดดังกล่าว ไทยอาจมีเวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ระบบตรวจจับสามารถแจ้งข้อมูลเบื้องต้นหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ภายในประมาณ 10-15 นาที และยังมีระบบตรวจวัดในมหาสมุทรอินเดียสำหรับติดตามการเคลื่อนตัวของคลื่นอีกระดับหนึ่ง

แตกต่างจากชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวใต้ทะเล ซึ่งสึนามิอาจเดินทางถึงชายฝั่งภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ประชาชนในพื้นที่ลักษณะดังกล่าวจึงต้องรู้หลักการอพยพด้วยตนเอง เมื่อรู้สึกถึงแผ่นดินไหวรุนแรงและอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งควรเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงตามแนวทางของหน่วยงานท้องถิ่นทันที

ปัจจุบันยังทำนายวันและเวลาแผ่นดินไหวไม่ได้

แม้วิทยาศาสตร์จะสามารถระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและประเมินระดับแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่สามารถทำนายล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นวันใด เวลาใด และมีขนาดเท่าใด

แนวทางลดความเสียหายจึงอยู่ที่การเตรียมความพร้อม ทั้งความรู้ของประชาชนในการเอาตัวรอด มาตรฐานความแข็งแรงของอาคาร รวมถึงกฎหมายและมาตรการควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากความเสียหายและการสูญเสียจากแผ่นดินไหวจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการพังทลายของอาคารและสิ่งก่อสร้าง

โลกร้อนทำให้แผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นหรือไม่?

สำหรับข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นหรือไม่ รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันความเชื่อมโยงในลักษณะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบต่อเนื่องในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ภูเขาที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนและมีฝนตกหนักตามมา อาจเพิ่มความเสี่ยงดินถล่ม หรือกรณีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นก็อาจมีผลต่อระดับน้ำและผลกระทบจากสึนามิในพื้นที่ชายฝั่ง

ดังนั้น เหตุแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งที่ประชาชนได้รับข่าวสารในช่วงปี 2569 ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวมากกว่าปกติ แต่การเข้าถึงข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ที่รวดเร็วขึ้น ประกอบกับบางเหตุการณ์เกิดใกล้เมืองและชุมชน ทำให้ภาพความเสียหายถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วและทำให้ประชาชนรับรู้เหตุการณ์ได้มากขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง