5 ประเทศเสี่ยงแผ่นดินไหวสูง! อยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” จุดเปราะบางของโลก

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับประเทศเสี่ยงแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก กับแนวทางลดผลกระทบ
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์วันและเวลาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะ “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวรูปเกือกม้ายาวประมาณ 40,000 กิโลเมตรรอบมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวจำนวนมากของโลก
1. ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากแผ่นดินไหว
ญี่ปุ่น (Japan) เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น ได้แก่ แผ่นแปซิฟิก แผ่นฟิลิปปินส์ แผ่นยูเรเซีย และแผ่นอเมริกาเหนือ ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวและการสะสมพลังงานใต้พื้นโลกอย่างต่อเนื่อง
อินโดนีเซีย (Indonesia) ตั้งอยู่บนแนวเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยแผ่นอินโด-ออสเตรเลียมุดตัวใต้แผ่นยูเรเซีย ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและสึนามิได้บ่อยครั้ง
ฟิลิปปินส์ (Philippines) ล้อมรอบด้วยร่องลึกก้นสมุทรฟิลิปปินส์และมีแนวรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวและภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกัน
ชิลี (Chile) ตั้งอยู่บริเวณแนวชนกันของแผ่นนาสกาและแผ่นอเมริกาใต้ และเป็นประเทศที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์โลก โดยแผ่นดินไหวที่เมืองวัลดิเวียในปี 1960 มีขนาดประมาณ 9.5
ส่วน สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (USA-West Coast) โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย มีรอยเลื่อนสำคัญอย่าง San Andreas Fault ขณะที่ทางตอนเหนือยังมี Cascadia Subduction Zone ซึ่งเป็นเขตมุดตัวขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการก่อให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง
2. ทำไมพื้นที่เหล่านี้จึงเกิดแผ่นดินไหวบ่อย?
สาเหตุสำคัญมาจาก การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก (Tectonic Plate Movements) เนื่องจากบริเวณเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้ขอบแผ่นเปลือกโลก โดยแผ่นเปลือกโลกสามารถเคลื่อนที่ชนกัน มุดตัว หรือเลื่อนผ่านกัน ทำให้เกิดการสะสมแรงเค้นใต้พื้นโลก
โดยเฉพาะ เขตมุดตัว (Subduction Zones) ซึ่งแผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมุดลงใต้แผ่นอื่น เมื่อแนวรอยต่อเกิดการติดขัดและสะสมแรงเค้นจนถึงจุดหนึ่ง พลังงานจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หรือ Megathrust Earthquake
3. โอกาสในการเกิดแผ่นดินไหว
สำหรับ แผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงปานกลาง บริเวณวงแหวนแห่งไฟสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและมีการตรวจวัดได้เป็นประจำ
ส่วน แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ระดับ 7.0 ขึ้นไป มีโอกาสเกิดสูงในพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนและเขตมุดตัวที่มีพลัง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกำหนดได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นทุก 10–30 ปีในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เนื่องจากการเกิดแผ่นดินไหวไม่ได้มีรอบเวลาตายตัว และการสะสมพลังงานของแต่ละรอยเลื่อนแตกต่างกัน
4. แนวทางลดผลกระทบจากแผ่นดินไหว
การบังคับใช้กฎหมายควบคุมการก่อสร้าง (Strict Building Codes) เป็นมาตรการสำคัญ โดยกำหนดให้อาคารสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ เช่น การใช้ระบบฐานรากแยกแรงสั่นสะเทือน หรือ Seismic Isolation และการติดตั้งตัวหน่วงแรงสั่นสะเทือน หรือ Dampers โดยเฉพาะในอาคารสูง
ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) ใช้เซนเซอร์ตรวจจับคลื่นไหวสะเทือนระยะแรก หรือ P-wave เพื่อส่งสัญญาณเตือนก่อนที่คลื่นแรงสั่นสะเทือนหลักจะมาถึง ช่วยให้ประชาชนมีเวลาหลบภัย ขณะที่ระบบสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงหรือวาล์วก๊าซธรรมชาติ สามารถหยุดหรือปิดได้อย่างรวดเร็ว
การเตรียมความพร้อมของประชาชน (Public Preparedness) ทั้งการซ้อมรับมือแผ่นดินไหวและสึนามิอย่างสม่ำเสมอ การให้ความรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอด และการเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน (Survival Kits) เป็นอีกแนวทางสำคัญในการลดการสูญเสีย
สุดท้ายคือ การวางผังเมืองและการป้องกันชายฝั่ง (Zoning and Tsunami Coastal Defenses) โดยกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงสูง และใช้โครงสร้างป้องกันสึนามิ เช่น กำแพงกันคลื่น รวมถึงการปลูกป่าชายเลนเพื่อช่วยลดแรงปะทะของคลื่น แม้ไม่สามารถป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวได้ แต่การออกแบบเมืองและอาคารให้ปลอดภัย การมีระบบเตือนภัยที่รวดเร็ว และการเตรียมพร้อมของประชาชน สามารถลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
