สมบัติพ่อเฒ่าเวอร์ชันใหม่ จุดเปลี่ยนประชาธิปัตย์คัมแบ็กศึกเลือกตั้ง 2569

ถอดรหัส “สมบัติพ่อเฒ่า” เวอร์ชันใหม่ ทำไมประชาธิปัตย์กลับมาคึกคักในศึกเลือกตั้ง 2569 หลังฐานภาคใต้ปี 2566 ถูกเจาะและคะแนนกระจายหลายพรรค
การเลือกตั้งปี 2566 ทำให้ภาพการเมืองภาคใต้เปลี่ยนชัด ภาคใต้มี 14 จังหวัด รวม 60 เขตเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และที่นั่งไม่ได้เทไปกองอยู่พรรคเดียวเหมือนยุคก่อน แต่กระจายไปตามพรรคร่วมรัฐบาลเดิมหลายค่าย ทั้งประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมถึงประชาชาติในพื้นที่ชายแดนใต้
ในเชิงภูมิทัศน์ ประชาธิปัตย์ยังพอรักษาพื้นที่สำคัญบางจังหวัดไว้ได้ แต่ “ฐานเดิมถูกเจาะ” จากการขยายตัวของคู่แข่งในขั้วใกล้เคียงกัน ขณะที่คะแนนกระแสเมืองและคะแนนบัญชีรายชื่อในหลายจังหวัดกลับชี้ว่าผู้เลือกตั้งจำนวนหนึ่งหันไปให้คะแนนพรรคทางเลือกมากขึ้น
เกมปี 2569 ทำไมกระแสประชาธิปัตย์ “มาแรงขึ้น”
ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพที่เห็นคือประชาธิปัตย์พยายาม “ตั้งหลักใหม่” ด้วยการคืนแบรนด์เดิมที่คนใต้คุ้นเคย แต่ปรับวิธีเล่าให้เข้ากับอารมณ์ร่วมของยุคนี้ หัวใจอยู่ที่วาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ที่ถูกดึงกลับมาใช้อีกครั้ง ทว่าไม่ได้ขายความเก่าแบบเดิม หากขายความหมายใหม่คือ “ความไว้ใจ” และ “ศักดิ์ศรีคนใต้” โดยเฉพาะการย้ำจุดยืนต้านซื้อเสียงและการเมืองที่ถูกมองว่าใช้ทุนเป็นตัวนำ
อีกแกนสำคัญคือการกลับมามีบทบาทนำของ “หน้าตาพรรคแบบเดิม” ที่สื่อสารกับฐานเสียงได้ง่ายกว่าเดิม เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครและพูดถึงสถานะพรรคหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. ซึ่งถูกอ่านเป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังขยับกลับมาอยู่ในสมการการเมืองอีกครั้ง
ปัจจัยที่หนุนกระแสให้จับต้องได้มากขึ้น คือบทบาทของ นายชวน หลีกภัย ซึ่งสำหรับผู้เลือกตั้งภาคใต้จำนวนมาก ชื่อของชวนไม่ใช่แค่ “อดีตผู้นำพรรค” แต่เป็นภาพแทนของการเมืองแบบเก่าในความหมายที่ดี คือความเรียบง่าย ความซื่อสัตย์ และการยืนอยู่กับพื้นที่มาอย่างยาวนาน
ในทางยุทธศาสตร์ ชวนทำหน้าที่เป็น “แบรนด์ความน่าเชื่อถือ” ให้กับผู้สมัครในหลายพื้นที่ ภาพการลงพื้นที่แบบโลว์โปรไฟล์ เดินตลาด คุยชาวบ้าน และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา กลายเป็นทุนทางการเมืองที่ช่วย “ต่อความไว้ใจ” จากรุ่นพ่อแม่ไปสู่คนรุ่นกลางที่กำลังตัดสินใจใหม่ในศึก 2569
เมื่อวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ถูกโยงเข้ากับชื่อของชวน ภาพของพรรคจึงถูกแปลความใหม่ว่า ไม่ใช่พรรคเก่าที่อยู่ได้ด้วยความเคยชิน แต่เป็นพรรคที่ยังมีต้นทุนเรื่อง “ความสุจริต” ให้หยิบมาใช้ต่อสู้ในสนามที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเหนื่อยกับการเมืองต่อรองและความไม่แน่นอน
เมื่อคู่แข่งเยอะขึ้น การเมืองแบบ “พรรคเดียวกินยาว” ก็ยากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงจากปี 2566 ทำให้ฐานอนุรักษนิยมในภาคใต้ไม่ได้รวมศูนย์ที่พรรคเดียว การมีคู่แข่งหลายค่ายในสนามเดียวกันทำให้ผู้เลือกตั้งที่ลังเลมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และเปิดช่องให้ประชาธิปัตย์ใช้ “เรื่องเล่าความซื่อสัตย์และความผูกพันพื้นที่” ดึงฐานเดิมกลับมา แม้ยังต้องแข่งหนักกับพรรคที่มีทรัพยากรและเครือข่ายท้องถิ่นในหลายจังหวัด
สงขลาเป็นตัวอย่าง “การเมืองอัตลักษณ์พื้นที่” ที่เดือดขึ้น
ในสนามเลือกตั้ง ส.ส.สงขลา เขต 2 ความตึงเครียดของ “การเมืองอัตลักษณ์พื้นที่” ถูกขับให้เด่นชัดผ่านการปะทะทางวาทกรรมระหว่าง จุรี นุ่มแก้ว ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ กับ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หลังถ้อยคำบนเวทีปราศรัยที่ถูกตีความว่าให้คุณค่ากับความเป็น “คนหาดใหญ่” เหนือพื้นที่อื่นอย่าง “ระโนด” กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง จุรีออกมาโต้ตอบโดยย้ำว่า การเลือกผู้แทนไม่ควรถูกผูกกับถิ่นกำเนิดระดับอำเภอ พร้อมเตือนว่าการใช้ถ้อยคำในลักษณะลดทอนคุณค่าคนต่างพื้นที่มีความเสี่ยงทำให้คนในจังหวัดเดียวกันแตกแยก และพาเกมเลือกตั้งออกนอกสาระสำคัญ
ขณะเดียวกัน ฝั่งหมอสุภัทรชี้แจงว่าเจตนาของการสื่อสารคือการชู “ความเข้าใจพื้นที่หาดใหญ่” ในฐานะเมืองเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ไม่ได้มีเป้าหมายดูหมิ่นหรือกีดกันชาวระโนดหรืออำเภออื่นในสงขลา อย่างไรก็ตาม ในเชิงการเมือง การโต้กันครั้งนี้ถูกอ่านว่าเป็นการช่วงชิงความชอบธรรมผ่านอัตลักษณ์พื้นที่ โดยฝ่ายประชาธิปัตย์ใช้จังหวะดังกล่าวตอกย้ำจุดยืนว่าผู้แทนต้องยืนบนหลักกฎหมาย ความสามารถ และการทำงานเพื่อคนทั้งจังหวัด มากกว่าการขีดเส้นว่าใครเป็น “คนเมืองแท้” หรือ “คนนอกพื้นที่” ซึ่งทำให้การแข่งขันขยับจากการวัดนโยบายไปสู่การแย่งนิยามความเป็นเจ้าของพื้นที่ทางการเมืองอย่างเข้มข้นในศึก 2569
ศึกภาคใต้ 2569 วัดศรัทธา “สมบัติพ่อเฒ่า” ในสนามหลายขั้ว
พื้นที่ภาคใต้ที่ถูกจับตาในการเลือกตั้ง 2569 ถูกนิยามว่าเป็น “สมรภูมิเดือด” ทั้งเชิงสัญลักษณ์และเชิงตัวเลข โดยเฉพาะจังหวัด สงขลา ซึ่งมีจำนวน ส.ส. เขตมาก และเคยเป็นฐานหลักของประชาธิปัตย์ ก่อนถูกบ้านใหญ่และพรรคคู่แข่งอย่างภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และกล้าธรรม แบ่งเก้าอี้ไปในปี 2566 การกลับมาของประชาธิปัตย์ในสนามนี้จึงถูกอ่านเป็นบททดสอบสำคัญว่าพรรคสามารถฟื้นฐานเดิมได้จริงหรือไม่ กระแสโพลบัญชีรายชื่อที่ประชาธิปัตย์นำในจังหวัด ถูกเชื่อมโยงกับการลงพื้นที่ของแกนนำอาวุโสอย่าง ชวน หลีกภัย ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์การเมืองสุจริตและความต่อเนื่องของพรรค หากประชาธิปัตย์คว้าได้หลายเขตในสงขลา จะตอกย้ำสถานะการรีเทิร์นในระดับภาค แต่หากคะแนนยังแตกกระจาย ก็จะยืนยันว่าฐานเดิมยังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งหลายขั้ว
ขณะเดียวกัน แนวรบ ตรัง–นครศรีธรรมราช–ปักษ์ใต้ฝั่งบน กลายเป็นสนามวัดศักดิ์ศรีระหว่างประชาธิปัตย์กับเครือข่ายบ้านใหญ่และพรรคทุนหนา ตรังถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะมีชวน หลีกภัย เป็นภาพแทนทางการเมือง ทำให้ทุกเขตถูกมองว่าเป็นคำถามถึงความเชื่อมั่นของคนพื้นที่ต่อ “สมบัติพ่อเฒ่า” ส่วนจังหวัดอย่างนครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา ถูกประเมินว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายของภูมิใจไทยที่ต้องการยึดเสาเอกภาคใต้ การแข่งขันในพื้นที่เหล่านี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน ข่าวร้องเรียน และการตรวจสอบจาก กกต. เมื่อรวมกับสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ประชาชาติ ภูมิใจไทย และกล้าธรรม แข่งกันโดยตรง ภาพรวมภาคใต้จึงขยับเข้าสู่สมการ “สามขั้วใหญ่” อย่างชัดเจน โดยมีภูมิใจไทยเป็นตัวเต็งด้านจำนวนที่นั่ง และประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในตำแหน่งผู้ท้าชิงที่น้ำหนักทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในศึก 2569
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
