ส่อง 2 ขาความคุ้มค่า ประคองรายได้-วางรากฐานยั่งยืน เจาะเหตุผล "กู้ 5 แสนล้าน"

ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และแนวโน้มสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลต่อทั้งต้นทุนเศรษฐกิจและความสามารถในการเติบโตของประเทศ
ในบริบทนี้ รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนดให้อำนาจกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ถูกจัดว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยมีกรอบดำเนินการช่วงเดือนพฤษภาคมถึงไม่เกินเดือนตุลาคม 2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าการกู้ครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยไม่ปรับเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ต่อ GDP ขณะที่หนี้ปัจจุบันอยู่ประมาณ 66% ทำให้ยังมีช่องว่างรองรับการกู้เพิ่มเติมได้
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
พ.ร.ก.กู้เงิน คืออะไร และใช้เมื่อใด?
พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่รัฐบาลสามารถออกได้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การดำเนินนโยบายทันต่อสถานการณ์ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจหรือพลังงาน
การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐสามารถระดมเงินจำนวนมากได้ทันเวลา โดยหลังจากประกาศใช้แล้ว จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามกระบวนการ
ข้อมูลด้านพลังงานระบุว่า ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง โดยมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 10% ของ GDP และมีการนำเข้าน้ำมันดิบใกล้ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ขณะที่การผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นทันที ทั้งในภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และค่าครองชีพ
การประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจยังชี้ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกดดันการเติบโตของ GDP ไทยประมาณ 0.2% และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้ามาดูแลราคา ส่งผลให้มีภาระหนี้สะสมระดับหลายหมื่นล้านบาท จากเดิมที่เคยสูงกว่า 100,000 ล้านบาท
แม้สถานการณ์ล่าสุดเริ่มดีขึ้น แต่โครงสร้างเดิมยังทำให้รัฐต้องเข้าไปพยุงราคาเมื่อเกิดความผันผวน ซึ่งกลายเป็นภาระต่อเนื่องในระบบการคลัง
กรอบใช้เงิน 2 เสาหลัก รับมือวันนี้และวางฐานอนาคต
รัฐบาลกำหนดทิศทางการใช้เงินกู้ครั้งนี้เป็น 2 ส่วนชัดเจน
1. บรรเทาผลกระทบระยะสั้น
ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และภาคขนส่ง เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงเตรียมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายวันที่ 1 มิถุนายน 2569
พร้อมกันนี้ มีการกำหนดให้หน่วยงานรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หากไม่ดำเนินการตามกำหนด จะมีการดึงงบคืนเพื่อนำไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือที่จำเป็น โดยมีวงเงินคาดการณ์ราว 80,000–100,000 ล้านบาท
2. ลงทุนปรับโครงสร้างพลังงาน
มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางที่อยู่ระหว่างการผลักดัน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาครัฐ การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การเปิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
การประเมินร่วมของ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.4% เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9%
ส่วนปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มเป็น 2.2% และเงินเฟ้อลดลงเหลือ 1.5% โดยสมมติฐานนี้จะใช้ในการจัดทำงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลาง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP โดยเพิ่มบทบาทการลงทุนในประเทศและดึงดูดการลงทุนใหม่
จากการหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พบว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การใช้เงินกู้ให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ในภาวะเศรษฐกิจชะลอ หากไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม อัตราการเติบโตมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งส่งผลต่อสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในทางกลับกัน
ด้านตลาดการเงินไทยยังมีความพร้อม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ และมีสภาพคล่องในระบบจำนวนมาก รองรับการระดมทุนภายในประเทศ
ทำไมกู้รอบนี้จึงถูกมองว่าคุ้มค่า?
เหตุผลของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทรอบนี้อยู่ที่โครงสร้างการใช้เงินที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนและมีมาตรการรองรับเป็นรูปธรรม โดยในระยะสั้น รัฐบาลนำเงินไปดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรกร และภาคขนส่ง เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน พร้อมเตรียมโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ที่กำหนดเปิดลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่าย 1 มิถุนายน 2569 ควบคู่กับการดึงงบประมาณที่ยังไม่ผูกพันกลับมาใช้ใหม่ประมาณ 80,000–100,000 ล้านบาท เพื่อเร่งช่วยเหลือทันที
ในระยะยาว เงินกู้ถูกกำหนดให้ใช้กับการลงทุนที่ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ประมาณ 10% ของ GDP ผ่านมาตรการที่มีกรอบชัด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานรัฐที่ช่วยลดค่าไฟได้ 20–30% การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การเปิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนราว 65,000 ล้านบาท และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงโครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์
เมื่อมาตรการเหล่านี้ดำเนินการต่อเนื่อง สัดส่วนการนำเข้าพลังงานจะค่อย ๆ ลดลง ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยน้อยลง และภาระการอุดหนุนราคาผ่านกองทุนน้ำมันที่เคยสูงกว่า 100,000 ล้านบาทในช่วงวิกฤตจะลดลงตาม ทำให้การใช้เงินกู้ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดทั้งการดูแลประชาชนในปัจจุบัน และการลดต้นทุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
