หุ้นไทยร่วงหนักกว่า 20 จุด นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง

หุ้นไทยร่วงหนักกว่า 20 จุด นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง
TNN Wealth
13 พฤษภาคม 2564 ( 12:05 )
50
หุ้นไทยร่วงหนักกว่า 20 จุด นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง

 

ข่าววันนี้ ตลาดหุ้นไทยเปิดการซื้อขายภาคเช้าปรับตัวลงไปมากกว่า 20 จุด จากแรงขายหุ้นใหญ่ โดยดัชนีปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ 1,549.06 จุด ลดลง 22.79 จุด หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งขึ้นอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ และลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากปัจจัยในประเทศ คือตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ ที่พุ่งขึ้นถึง 4,887 ราย 

 

 

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลงผันผวนตามตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นดาวนโจนส์ร่วงหนัก หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย.เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 4.2% ดีดตัวขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.51 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6% ทำให้เกิดความกังวลอาจจะมีการลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินในสหรัฐฯ

 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดบ้านเรายังน่าจะได้แรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีมาก ทำให้มองว่าแม้ตลาดจะผันผวน แต่ก็ไม่น่าจะเกิด Downside มากนัก พร้อมแนะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ และการทยอยประกาศงบฯช่วงโค้งสุดท้ายต่อไป

 

 

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงกว่า 20 จุด ตามตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง หลังจากกังวลว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และลด QE เร็วกว่าคาดด้วย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นแตะ 1.7% กดดันสินทรัพย์เสี่ยง

 


นอกจากนี้ วันนี้หุ้น DELTA ก็ปรับตัวลงหลังโดนใช้เกณฑ์ Cash Balance จากที่วานนี้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศก็ยังถ่วงตลาด โดยวันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเร่งตัวขึ้นมาก แต่ส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจากการนับรวมจำนวนผู้ป่วยสะสมในเรือนจำเป็นหลัก จึงไม่ใช่ปัจจัยที่กดดันตลาดมากนัก

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง