ซีกโลกใต้เดือดรับปี 69 ไฟป่าลามหนักหลายประเทศ ขนาด “ลานีญา” ก็เอาไม่อยู่

หลายประเทศในซีกโลกใต้เผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนและไฟป่ารุนแรงตั้งแต่ต้นปี 2569 ตั้งแต่อาร์เจนตินา ชิลี ออสเตรเลีย ไปจนถึงแอฟริกาใต้ ท่ามกลางสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ แม้โลกยังอยู่ภายใต้อิทธิพลลานีญากำลังอ่อนซึ่งโดยปกติจะช่วยให้สภาพอากาศเย็นลงก็ตาม
เดือนมกราคมที่ผ่านมา ออสเตรเลียเผชิญปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ทำให้อุณหภูมิพุ่งเกือบ 50 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายพื้นที่ในอเมริกาใต้เกิดคลื่นความร้อนและไฟป่าครั้งใหญ่ พื้นที่ห่างไกลในแคว้นปาตาโกเนียของอาร์เจนตินาก็ถูกไฟไหม้ลุกลามอย่างหนัก ส่วนในชิลี ไฟป่าเผาผลาญชุมชนชายฝั่ง คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 21 ราย
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลของภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์กำลังกลบความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพอากาศ แม้จะยังอยู่ในช่วงลานีญาที่เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 แต่กลับมีการทำลายสถิติอุณหภูมิในหลายภูมิภาคทั่วโลก และหากโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเป็นกลางหรือเอลนีโญ เหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงอาจทวีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เหตุไฟป่าที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านการอพยพ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลมพัดลงเขาอย่างรุนแรงเข้าสู่ชายฝั่ง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว คล้ายเหตุการณ์ในเมาอิ ลอสแอนเจลิส และเอเธนส์ที่ผ่านมา
และที่ออสเตรเลียทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ก็เผชิญไฟป่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟป่าครั้งใหญ่ปี 2562–2563 ที่มีผู้เสียชีวิต 33 ราย ขณะที่แอฟริกาใต้รายงานว่าฤดูไฟป่า 2568/2569 รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ส่งผลให้สัตว์ป่าล้มตายจำนวนมาก และกระทบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น มอสเซลเบย์ และฟรันส์ฮุก
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า สภาพอากาศร้อน แห้ง และลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของไฟป่ารุนแรง กำลังทวีความเข้มข้นและมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้นทั่วโลก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งวางแผนรับมือ ทั้งการจัดการพื้นที่ป่าไม่ให้รุกล้ำเขตเมือง การใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ติดไฟ และการพัฒนาระบบอพยพที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการจำกัดภาวะโลกร้อนในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตไฟป่าและคลื่นความร้อนเลวร้ายลงกว่านี้ในอนาคต