‘คลัง’ดันรัฐวิสาหกิจตั้งIFF มูลค่า4หมื่นล.-ยิลด์5%

#สคร. #คลัง #ทันหุ้น – “คลัง” ดัน 9 รัฐวิสาหกิจ ตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ลงทุน ช่วยลดหนี้สาธารณะ พร้อมกระตุ้นการลงทุนตลาดหุ้นไทย คาดยิลด์ 5% มองโครงการ Floating Solar ของ กฟผ. พร้อมระดมทุน ด้านโบรกวางเกมเม.ย.ตั้งรัฐบาลหนุน เปิดโผหุ้นน่าสน
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจที่ต้องการลงทุนหันมาระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund หรือ IFF) เพื่อลดภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะ ล่าสุดสคร.ได้หารือกับผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวน 15 แห่งแล้ว ซึ่งทุกแห่งเห็นตรงกันกับแนวทางการระดมทุนด้วยวิธีดังกล่าว
@ดัน 9 รัฐวิสาหกิจตั้งกองทุน
ทั้งนี้ สคร.ได้เสนอแนวคิดการจัดสรรโควตาหน่วยลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 10-20% ให้แก่พนักงานและสหกรณ์ของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) และเป็นช่องทางสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ขณะเดียวกัน ในเรื่องของผลตอบแทนที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5% ถือเป็นระดับที่สูงและจูงใจเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ทำให้แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจ
“สคร.ตั้งเป้าผลักดันให้รัฐวิสาหกิจประมาณ 9 แห่ง ตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้าระดมทุนผ่านตลาดทุนรวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการงบประมาณและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ และยังช่วยให้ตลาดทุนมีความคึกคักมากขึ้นด้วย”
สำหรับผลประโยชน์ต่อรัฐวิสาหกิจนั้น คือ จะทำให้เกิดความคล่องตัวสูง เนื่องจากรัฐวิสาหกิจจะได้รับเงินก้อนมาใช้งานได้ทันที โดยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องเลือกโครงการลงทุนที่มีกระแสเงินสดชัดเจนและแน่นอนมาเป็นสินทรัพย์อ้างอิง เพื่อให้ต้นทุนการระดมทุนสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน
@ หนุนตลาดทุน
อย่างไรก็ดี แม้ต้นทุนทางการเงินจากการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจสูงขึ้นจากเดิมที่เคยกู้ที่ 3% เป็นการจ่ายผลตอบแทนกองทุนที่ 5% แต่สคร.จะมีการชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในตัวชี้วัด (KPI) เพื่อให้รัฐวิสาหกิจยังคงได้รับโบนัสตามเกณฑ์เดิม
สำหรับเกณฑ์การจัดตั้งนั้น ตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือก.ล.ต.กำหนดขนาดกองทุนไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในการดำเนินการ
“นโยบายนี้ ยังช่วยยกระดับตลาดหลักทรัพย์และเสถียรภาพการคลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว”
ปัจจุบันมีกองทุนที่ดำเนินการได้ทันทีและกู้เงินได้เลย คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 (EGATIF) และ Thailand Future Fund (TFFIF) ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดเพดานหนี้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยอมรับว่าความท้าทายสำคัญคือการสื่อสารกับคนในองค์กรและสหภาพแรงงาน เพื่อให้เข้าใจว่าการนำกระแสเงินสดออกมาเข้ากองทุนไม่ใช่การขายสินทรัพย์หรือการทุจริต แต่เป็นการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อให้องค์กรมีเงินทุนหมุนเวียนและเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับโครงการลงทุนที่สามารถระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้าง ได้ทันที เช่น Floating Solar ของ กฟผ. ทั้งนี้การระดมทุนผ่านกองทุนดังกล่าว โดยใช้กระแสเงินสดของหน่วยงานที่ออกตัวกองทุนเป็น Back up นั้น ยิ่งกระแสเงินสดที่ใช้ Back up มีความชัดเจน หรือเป็นกระแสเงินสดที่พร้อมจ่าย ยิ่งจะทำให้การะดมเงินทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะทำให้นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นต่อกองทุนมากขึ้น
@ วางเกมเมษายน
นายภูวดล ภูสอดเงิน นักกลยุทธ์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงตลอด 4 สัปดาห์ของเดือนเมษายน 2569 นี้ น้ำหนักของตลาดหุ้นไทยจะให้ความสำคัญกับปัจจัยในประเทศมากกว่าสถานการณ์ความผันแปรของสงครามอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนี้ SET ค่อนข้างชัดเจนว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว และกำลังสร้างฐานใหม่มีแนวรับระดับ 1,440 จุด และมีแนวต้านทางจิตวิทยาอยู่ที่ 1,500 จุด แต่ช่วงราวกลางเดือนตลาดหุ้นอาจได้รับแรงกดดันจากการขึ้นเครื่องหมาย XD ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เช่น KTB ในวันที่ 10 เมษายน และธนาคารอื่นๆ หลังจากวันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการย่อตัวของตลาดชั่วคราว แต่ก็ยังเชื่อว่าจะมีแรงซื้อคืนหลังจากผ่านช่วง XD ไปแล้ว
แนะนำให้ปรับเปลี่ยนจากการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานตามสถานการณ์โลก มาเป็นการลงทุนในกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายสนับสนุนการลงทุน เช่น WHA และ AMATA, พลังงานเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับนิคมและนโยบายรัฐ เช่น WHAUP และ BGRIM, รับเหมาก่อสร้างอิงโครงการลงทุนของภาครัฐมีหุ้นเด่นคือ CK และ STEC เป็นต้น
ด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า จะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ก่อนกลางเดือนนี้ และหลังจากนั้นน่าจะเริ่มมีการทยอยออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการบริโภค แต่เชื่อว่ารัฐจะยังไม่ออกมาตรการทางการคลังชุดใหญ่ที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านนโยบาย ส่วนปลายเดือนนี้การทยอยประกาศงบผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มแบงก์ รวมไปถึงมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 29 เมษายน 69 จะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น ดังนั้นจึงคงเป้าดัชนี SET ในสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งจะเท่ากับ P/E 15.6 เท่าในปี 2570 โดยหุ้น Top pick ได้แก่ BDMS, MRDIYT, CPN, GULF, MOSHI, KTB, SCB, PTT, PTTEP, SHR และ TRUE
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
