โรงกลั่นรับ UAE ถอนตัว ลุ้นโอเปกประชุม 3 พ.ค.

#โรงกลั่น #ทันหุ้น - เจาะประเด็น UAE ถอนตัว OPEC+ ลุยเพิ่มกำลังผลิตแตะ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีข้อได้เปรียบส่งออกนอกช่องแคบฮอร์มุซ หนุนศักยภาพแข่งขัน แต่ OPEC+ ยังเป็นเสือได้ด้วยกำลังผลิตราว 44 ล้านบาร์เรลต่อวัน คงอิทธิพลต่อการกำหนดราคา จับตาประชุม OPEC+ 3 พฤษภาคม ชี้โรงกลั่นรับอานิสงส์ SPRC TOP PTTGC
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินการประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้ หลังอยู่มานานกว่า 60 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลก อาทิ เส้นทางการขนส่ง (Supply Chain), ราคาน้ำมันมี “Risk Premium” สูงขึ้นเป็นปกติ จากความตึงเครียดสงครามระหว่างอิหร่าน - สหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน UAE มีความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากมีท่าเรือที่อยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ จึงสามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องผ่านเส้นทางที่เกิดความตึงเครียด ประกอบกับ UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่ม OPEC+ ที่ยึดหลักการรักษาสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต (Quantity) และราคา (Price) เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำกำไร
ในด้านกำลังการผลิตน้ำมัน ณ ปัจจุบัน UAE ผลิตน้ำมันดิบที่ราว 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากก่อนช่วงสงครามเคยผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตช่วงสถานการณ์สงครามตึงเครียดที่ลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย UAE มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปอยู่ที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570 ซึ่งหากยังอยู่ในกลุ่ม OPEC+ ต่อไปจะถูกจำกัดโควตาการผลิตไว้เพียงประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เพียง 72% เท่านั้น
“สงครามทำให้ประเทศอย่างอิหร่าน อิรัก และคูเวตไม่สามารถส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายออกไปจากระบบประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมดุลซัพพลายและดีมานด์ทั่วโลก แต่ UAE ยังคงความสามารถในการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลด้านภูมิศาสตร์นี้เองที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ UAE มั่นใจในการตัดสินใจออกจากกลุ่มโอเปก เพราะพวกเขามีช่องทางการเข้าถึงตลาดโลกที่สะดวกและปลอดภัยกว่าสมาชิกรายอื่นในภูมิภาคเดียวกัน”
@ โอเปกยังควบคุมราคาน้ำมัน
นายจักรพงศ์ ประเมินศักยภาพของกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) เบื้องต้นจะยังคงเป็นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบที่มีกำลังการผลิตประมาณ 44 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากเดิมประมาณ 48 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือว่ายังมีอำนาจในการรักษาสมดุลระหว่างกำลังการผลิต และราคาน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง
“ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบันมีซัพพลายเพียง 95 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ระดับน้ำมันคงคลัง (Stock) ทั่วโลกลดลงเรื่อยๆ ซึ่งตามความสัมพันธ์ในอดีต ยิ่งสต๊อกต่ำ ราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นหาก UAE เร่งผลิตน้ำมันออกมาหลังจากออกจากกลุ่ม ก็อาจมีส่วนช่วยให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้บ้างในอนาคต”
@ชี้เป้า SPRC, TOP, PTTGC
พร้อมกันนี้ แนะนำนักลงทุนพิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับตามธุรกิจ อาทิ กลุ่มโรงกลั่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ UAE ออกจากโอเปกและเร่งส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันดิบจาก UAE เป็นชนิดที่โรงกลั่นในไทยใช้อยู่แล้ว และมีสัดส่วนการผลิตเป็นน้ำมันดีเซลสูง ซึ่งตรงกับความต้องการในประเทศ โดยให้ SPRC เป็นหุ้น Top Pick และแนะนำ “ซื้อ” TOP
สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีเลือก PTTGC เป็น Top Pick ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ซัพพลายน้ำมันและแนฟทาออกสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) ดีขึ้น
@จับตาการประชุม OPEC+
นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ การประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พร้อมประกาศเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2570 เป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ในระยะกลาง - ยาว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราคานน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ดังนั้นในระยะสั้น แนะนำลงทุนในหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ TOP รวมถึงค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้ที่มีความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้จะได้รับประโยชน์ ในขณะที่โรงกลั่นบางแห่งในต่างประเทศ (เช่น ฟิลิปปินส์) ประสบปัญหาในการหาวัตถุดิบ ทำให้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
