รีเซต

โรงกลั่นรับ UAE ถอนตัว ลุ้นโอเปกประชุม 3 พ.ค.

โรงกลั่นรับ UAE ถอนตัว ลุ้นโอเปกประชุม 3 พ.ค.
ทันหุ้น
30 เมษายน 2569 ( 02:30 )

นายจักรพงศ์  เชวงศรี  ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินการประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้ หลังอยู่มานานกว่า 60 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลก อาทิ เส้นทางการขนส่ง (Supply Chain), ราคาน้ำมันมี “Risk Premium” สูงขึ้นเป็นปกติ จากความตึงเครียดสงครามระหว่างอิหร่าน  - สหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน UAE มีความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากมีท่าเรือที่อยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ จึงสามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องผ่านเส้นทางที่เกิดความตึงเครียด ประกอบกับ UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่ม OPEC+ ที่ยึดหลักการรักษาสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต (Quantity)  และราคา (Price) เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำกำไร

 ในด้านกำลังการผลิตน้ำมัน ณ ปัจจุบัน UAE ผลิตน้ำมันดิบที่ราว 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากก่อนช่วงสงครามเคยผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตช่วงสถานการณ์สงครามตึงเครียดที่ลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน  โดย UAE มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปอยู่ที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570  ซึ่งหากยังอยู่ในกลุ่ม OPEC+ ต่อไปจะถูกจำกัดโควตาการผลิตไว้เพียงประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เพียง 72% เท่านั้น

“สงครามทำให้ประเทศอย่างอิหร่าน อิรัก และคูเวตไม่สามารถส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายออกไปจากระบบประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมดุลซัพพลายและดีมานด์ทั่วโลก แต่ UAE ยังคงความสามารถในการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลด้านภูมิศาสตร์นี้เองที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ UAE มั่นใจในการตัดสินใจออกจากกลุ่มโอเปก เพราะพวกเขามีช่องทางการเข้าถึงตลาดโลกที่สะดวกและปลอดภัยกว่าสมาชิกรายอื่นในภูมิภาคเดียวกัน”

นายจักรพงศ์  ประเมินศักยภาพของกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) เบื้องต้นจะยังคงเป็นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบที่มีกำลังการผลิตประมาณ  44 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากเดิมประมาณ 48 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือว่ายังมีอำนาจในการรักษาสมดุลระหว่างกำลังการผลิต และราคาน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ แนะนำนักลงทุนพิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับตามธุรกิจ อาทิ กลุ่มโรงกลั่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ UAE ออกจากโอเปกและเร่งส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันดิบจาก UAE เป็นชนิดที่โรงกลั่นในไทยใช้อยู่แล้ว และมีสัดส่วนการผลิตเป็นน้ำมันดีเซลสูง ซึ่งตรงกับความต้องการในประเทศ โดยให้ SPRC เป็นหุ้น Top Pick และแนะนำ “ซื้อ” TOP

สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีเลือก PTTGC เป็น Top Pick ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ซัพพลายน้ำมันและแนฟทาออกสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) ดีขึ้น

นายปรินทร์  นิกรกิตติโกศล  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ การประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (กลุ่ม OPEC+) ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พร้อมประกาศเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2570  เป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ในระยะกลาง - ยาว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราคานน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ดังนั้นในระยะสั้น แนะนำลงทุนในหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ TOP รวมถึงค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้ที่มีความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้จะได้รับประโยชน์ ในขณะที่โรงกลั่นบางแห่งในต่างประเทศ (เช่น ฟิลิปปินส์) ประสบปัญหาในการหาวัตถุดิบ ทำให้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง