TFM ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #TFM ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) (“TFM”) มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของยอดขายอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น 13.1% ขณะที่ยอดขายอาหารปลาอยู่ในระดับทรงตัว และยอดขายอาหารสัตว์บกลดลง 17.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 265 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยบวกจากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นจากการเน้นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยดังกล่าวถูกชดเชยด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 20.0% จาก 21.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอยู่ที่ 117 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.8% จาก 9.8% ในไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสุทธิ 1 ล้านบาท เทียบกับค่าใช้จ่าย 7 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความสามารถในการบริหารและติดตามการเรียกเก็บหนี้ทั้งในประเทศไทยและอินโดนีเซีย
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 15 ล้านบาท ลดลงจาก 23 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 สาเหตุหลักจากการเริ่มได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 สำหรับการผลิตอาหารกุ้งที่โรงงานสงขลา และอาหารปลาที่โรงงานสมุทรสาคร ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริงลดลงมาอยู่ที่ 9.5% จาก 15.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยรวม บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมากขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาปลาป่นที่อยู่ในระดับสูง
เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ผลการดำเนินงานชะลอตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 1 เป็นช่วงโลว์ซีซันของอุตสาหกรรม หลังจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรายได้ลดลง 18.9% และกำไรขั้นต้นลดลง 27.4% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.3% มาอยู่ที่ 20.0% จากต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่ลดลง อย่างไรก็ดี การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.8% จาก 9.3% และกำไรสุทธิลดลง 20.0% เหลือ 148 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันตามฤดูกาล แต่ยังแสดงถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ
สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทฯ คาดว่ายอดขายจะเติบโต 8–10% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจอาหารกุ้งและอาหารปลาในประเทศไทย ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงจากประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขาย บริษัทฯ มีแผนดำเนินมาตรการลดต้นทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่งบลงทุนจะมุ่งเน้นไปที่โครงการก่อสร้างโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานภายในองค์กร
ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
